วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ถอดบทเรียน “ป๋อง 5 ศพ” กรมคุมประพฤติเร่งคลอดแผนเฝ้าระวังอดีตนักโทษทำผิดซ้ำ ไม่ให้ซ้ำรอย เผย“กลุ่มเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ”ล่าสุดมี 4,333 รายทั่วประเทศ คลอด“คณะทำงานระดับพื้นที่” ร่วม มท. วางเกณฑ์อุดช่องโหว่จำแนกอดีตนักโทษแบ่งเป็น 3 สี “แดง” ให้ความสำคัญพิเศษ“ส้ม” ให้ความสำคัญพอสมควร “เหลือง” ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง
จากกรณีนายฑณา เกิดทอง หรือป๋อง 5 ศพ อดีตนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่พ้นโทษออกมาแล้ว ก่อคดีรุนแรงซ้ำ แม้อยู่ในมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษจากคำสั่งศาล ภายใต้พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC นั้น
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีผู้ต้องขังพ้นโทษที่ถูกศาลมีคำสั่งเฝ้าระวัง 4,333 ราย ซึ่งไม่สามารถสันนิษฐานล่วงหน้าได้ว่าจะมีกี่รายในจำนวนนี้จะไปก่อเหตุทำความผิดซ้ำหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีนายฑนา หรือป๋อง ที่ศาลมีคำสั่งให้เฝ้าระวังหลังพ้นโทษ 2 เดือนคือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง และให้รายงานตัวทุก 3 เดือน แต่ในข้อเท็จจริงหลังจากนั้นก็พบว่าเวลาไม่ถึงเดือน ผู้ถูกเฝ้าระวังกลับไปก่อเหตุฆาตกรรมถึง 5 ศพ
ดังนั้น สาระสำคัญและช่องโหว่ จึงอยู่ที่ห้วงเวลาก่อนการรายงานตัวครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นนั้น เราควรรู้ว่าระหว่างนี้ผู้ถูกเฝ้าระวังมีกิจวัตรหรือไปทำอะไร ประกอบอาชีพที่ไหนบ้าง นอกจากนี้ ตนมองว่าการประเมินความเสี่ยงของราชทัณฑ์สำหรับผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ต้องขังเหลือโทษ 6 เดือน - 1 ปี เพื่อเตรียมพ้นโทษว่า เป็นผู้มีความเสี่ยงน้อยต่อการทำความผิดซ้ำ อาจยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปและตอบโจทย์ได้ทันทีว่าเมื่อเขาพ้นโทษไปแล้วจะเสี่ยงน้อยตลอดไปหรือไม่ เพราะขั้นตอนสุดท้ายสำหรับมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง จะเป็นการใช้ดุลพินิจของศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาจากรายงานการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่คณะกรรมการระดับเรือนจำ ตามด้วยรายงานความเห็นของคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ) ตามมาตรา 16
อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ต้องขังถูกใช้มาตรการใดหลังพ้นโทษ ก็ย่อมเป็นสัดส่วนที่ต้องเหมาะสมกับพฤติกรรม และสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกเฝ้าระวังด้วย เพราะขาก็ได้รับโทษตามอัตราโทษเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเป็นผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่ต้องพ้นโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ กระบวนการยุติธรรมจึงมองเห็นเรื่องของความปลอดภัยของสังคมและชุมชน ที่ผู้ถูกเฝ้าระวังจะไปพำนักอาศัย จึงต้องยืนยันว่ามาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ แต่เป็นผลดีกับตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเองด้วย เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของคนในสังคมว่า คุณจะไม่เสี่ยงกลับไปทำความผิดซ้ำ
อธิบดีกรมคุมประพฤติเผยอีกว่า ปัจจุบันกรมคุมประพฤติมีสถิติจำนวนผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาลให้มีมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ 4,333 ราย ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเข้มงวด ระหว่างนี้เราจึงทบทวนคดีล่าสุดที่เกิดขึ้น และได้แนวทางเพื่อจัดทำระบบและกระบวนการมาช่วยเพิ่มเติม เพื่ออุดช่องโหว่ตรงนี้ ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ถูกเฝ้าระวังปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่เสี่ยงไปทำความผิดซ้ำอีก ระหว่างนี้กรมคุมประพฤติส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานข้อมูลกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และตำรวจในพื้นที่ ให้สอดรับการตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ แบ่งเป็น
1.คณะทำงานระดับจังหวัด ที่จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และ2.คณะทำงานระดับอำเภอ ที่จะมีนายอำเภอ เป็นประธาน โดยทั้งสองคณะจะมีบทบาทร่วมกันวางมาตรการ เริ่มต้นจากสำรวจและทำรายงานในส่วนผู้ถูกเฝ้าระวังแต่ละรายว่าปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง และมีความเสี่ยงไปทำความผิดซ้ำหรือไม่ หรือมีคนในชุมชนรายงานเหตุความเสี่ยงหรือไม่ จากนั้นคณะทำงานจะร่วมกันพิจารณาข้อมูล อาทิ ประวัติทำผิด สาเหตุทำผิด พฤติการณ์รุนแรงในคดีเก่า ภาวะจิต นิสัย ประวัติชีวิตและครอบครัว เพื่อออกแบบมาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยงเป็นรายบุคคลแบบใกล้ชิด
“เบื้องต้นคาดว่าภายในเดือนสิงหาคม 2569 มีความคืบหน้าในการจำแนกผู้ถูกเฝ้าระวังทั้ง 4,333 ราย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มสีแดง (ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ) กลุ่มสีส้ม (ให้ความสำคัญพอสมควร) และกลุ่มสีเหลือง (ให้ความสำคัญตามการเฝ้าระวัง) ซึ่งจะคำนึงถึงระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่ง ประกอบการจำแนกกลุ่มสีด้วย ซึ่งเชื่อว่าคณะทำงานระดับพื้นที่ ที่แต่งตั้งล่าสุดจะช่วยอุดช่องโหว่ และเพื่อดูแลติดตามผู้ถูกเฝ้าระวังตามคำสั่งศาลให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด”อธิบดีกรมคุมประพฤติระบุ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี