546.jpg
'ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา  ตบบ้องหูตร.

'ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร.

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

'ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา

ตบบ้องหูตร.

อ้างกอดคอมือโดนหน้า

ปชป.ขอเวลาเช็ค2วัน

อดีตรมช. “ชัยชนะ” สส.คนดังเมืองคอนโร่เข้ารับทราบข้อหาคดีตบบ้องหูรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่กลางงานศพ หลังโดนคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดี ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างแค่กอดคอแต่มือโดนใบหน้า พร้อมท้าให้เปิดคลิป โวยลั่นเป็นเกมการเมืองสกปรก ด้าน‘รรท.ผบช.8’ส่งฝ่ายสืบสวนภาคลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน ลั่นไม่มีละเว้น ขณะที่‘อภิสิทธิ์’ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง คาด 1-2 วันรู้เรื่อง หากพบมีมูลผิดมีมาตรการจัดการแน่นอน

จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเหตุการณ์นักการเมืองระดับอดีตรัฐมนตรีรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุ “บ้องหู”นายตำรวจระดับรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานศพมารดาของนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมานั้นต่อมาพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 และรรท.ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมานั้น


‘ชัยชนะ’เข้ารับทราบข้อหาสภ.ทุ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีซึ่งตกเป็นข่าวในคดีดังกล่าวได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยมีการ รับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอน

การเข้าพบพนักงานสอบสวนครั้งนี้ ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของคดี หลังจากก่อนหน้านี้มีการสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องแล้ว ขณะเดียวกันตำรวจยังต้องรวบรวมพยานหลักฐาน
จากสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงสอบปากคำบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติม ก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงและความรับผิดทางกฎหมายจะต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม โดยยังไม่มีข้อยุติว่าฝ่ายใดมีความผิดจนกว่าคดีจะผ่านกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

ยันไม่ได้ตบแค่กอดคอมือพลาดโดนหน้า

นายชัยชนะให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาโดยได้ชี้แจงถึงประเด็นร้อนดังกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การทำร้ายร่างกายตามที่สื่อนำเสนอคำว่า “ตบบ้องหู”แต่เป็นเพียงการกอดคอหยอกล้อกันและมือพลาดไปโดนใบหน้า ซึ่งในทางกฎหมายเข้าข่าย (มาตรา 391) เท่านั้น

“แต่มือไปโดนที่แก้มที่ใบหน้า ผมก็บอกครับผมแค่กอดคอ แกกอดคอผมผมกอดคอแกถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นผู้กำกับก็บอกแล้วว่าก็มัน มันแค่ไปเข้ากฎหมายว่าที่มือไปโดนใบหน้า แค่นั้น 391 ครับ”

ยืนยันความสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น

นายชัยชนะระบุว่าตนและพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ (พี่ตุ้ม) มีความสัมพันธ์อันดี เคารพรักกันเหมือนญาติ และมักจะหยอกล้อกันเป็นประจำ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาการแจ้งความที่ดูผิดปกติ

“เมื่อกี้ยังเจอรักกันอยู่เลยครับ ผมเรียนสื่อมวลชนว่า เรื่องนี้เนี่ย เมื่อวันที่ 8 สิงหาใช่มั้ย ถ้าพี่ตุ้มเนี่ยมีเหตุกับผมจริงเนี่ย ถ้ามีเหตุโกรธเคืองต้องแจ้งความผมวันอาทิตย์ถูกมั้ยครับ นี่เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร เจอผมในงานพิธีฌาปนกิจศพเนี่ยก็ยังถ่ายรูปคู่กันเดินคุยกับผมไปสูบบุหรี่ด้วยกัน แล้วมันมีเหตุอะไรครับ... แล้วทำไมถึงเดินมาแจ้งความเมื่อวาน ก็ไม่ทราบ”

“ผมบอกว่าผมเจอพี่ตุ้มทุกครั้งพี่ตุ้มก็หยิกหูผม พี่ตุ้มเรียกผมเนี่ยมึงสบายดีมั้ยน้องแทนมึงเป็นไงบ้าง นี่คือความรักใคร่ที่มีกันมายาวนาน เพราะฉะนั้น อย่าทำให้คนสองคนที่เขามีความสัมพันธ์ และมีความสัมพันธ์ทางญาติมายาวนานเนี่ยอย่าทำให้เขาแตกกันครับ”

ท้าเปิดคลิป-ซัดเกมการเมืองสกปรก

รองหัวหน้าพรรคปชป.เชื่อว่ากระแสข่าวนี้เป็นการกุเรื่องและปะติดปะต่อข้อมูลเพื่อมุ่งหวังทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองและได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างกระแสข่าวนี้

“วันนี้คุณอาจจะนั่งหัวเราะเพราะข่าวที่คุณปลุกขึ้นมาได้เป็นกระแสสังคม ผมโดนโจมตี ภาพลักษณ์ทางการเมืองเสียองค์กรตำรวจเสีย พี่ตุ้มได้รับความเสียหาย คุณสบายใจแต่ผมถามว่าวันนึงถ้าเกิดขึ้นกับคุณล่ะคุณคิดอย่างไร..ตัวผมก็สงสารพี่ตุ้ม เจ้าภาพที่จัดงานมาอยู่ในความโศกเศร้าอะไร แต่กลับมีข่าวที่ไม่ดีเพื่อประสงค์ร้ายทางการเมือง ผมเรียนนะครับ สุภาพบุรุษทางการเมืองเค้าไม่ทำวิธีการแบบนี้ครับ”

“และวันนี้ผมยืนยันอย่างนี้นะครับ ถ้ามีคลิปวิดีโออันไหนที่จับภาพว่าผมทำร้ายท่านธนดล เอามาส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเถอะครับ แต่ถ้าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่กุข่าวขึ้นมา ที่ปะติดปะต่อข่าว เชื่อผมนะครับ คำสอนขององค์พระพุทธทาส ฮะ คนดีสำคัญกว่าทุกอย่าง กฎแห่งกรรมมี ท่านศรีปราชญ์บอกว่า การกระทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ระวังดาบนั้นคืนสนอง ผมยืนยันวันนี้ผมมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา”นายชัยชนะ กล่าวย้ำทิ้งท้าย

รรท.ผบช.8สั่งสืบสวนลงเก็บหลักฐาน

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (รรท.ผบช.ภาค 8) กล่าวว่าหลังเกิดเรื่องดังกล่าวเบื้องต้นพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ไปก่อนหน้านี้ ในฐานความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่น ขณะนี้ ได้มอบหมายให้พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมด้วยฝ่ายสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ลงพื้นที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของนักการเมืองท้องถิ่นในตำบลปริก หลังจากนี้จะเชิญพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติมรวมทั้งจะต้องเชิญนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำด้วยเช่นกัน

ลั่นไม่มีละเว้นทุกคนต้องอยู่ภายใต้ก.ม.

พล.ต.ท.สุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกจากจะมีการทำร้ายร่างกายด้วยการตบเข้าที่บ้องหู ตนยังไม่ทราบว่ามีการหิ้วตัวนายตำรวจที่ถูกทำร้ายร่างกายออกจากพื้นที่งานด้วยหรือไม่แต่ตนได้สั่งให้พนักงานสอบสวนชุดทำคดีสอบในทุกประเด็นโดยเฉพาะการสืบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้นและไม่สนใจว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจหรือไม่นั้น พล.ต.ท.สุรพงษ์ กล่าวว่าตนมองว่าเป็นคนละเรื่องกันขอให้แยกแยะ เพราะแม้ว่าบุคคลใดจะกระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษ เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีตนายชัยชนะก็เคยถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาของศาลแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคคลใดใหญ่กว่ากฎหมาย เพราะตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

‘อภิสิทธิ์’ยอมรับได้คุย‘ชัยชนะ’แล้ว

ในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย (ตบบ้องหู) รองผู้กำกับการสภ.ทุ่งใหญ่ กลางงานศพ ว่า เรื่องนี้ทางพรรคกำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดซึ่งเบื้องต้นได้พูดคุยกับนายชัยชนะแล้ว แต่ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เมื่อมีรายละเอียดแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ปชป.ยันไม่แทรกแซงคดีปล่อยตามก.ม.

ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าขณะนี้ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่ได้พูดคุยกับนายชัยชนะ ส่วนที่ปรากฏข่าวว่าถูกแจ้งความดำเนินคดีแล้วต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งพรรคไม่ยุ่งหรือก้าวก่ายแทรกแซงใดๆ ส่วนในทางปฏิบัติของพรรคมีหลักปฏิบัติหากเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรคจะต้องฟังความทุกฝ่าย พร้อมกับรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นขณะนี้ในกรณีของนายชัยชนะพรรคยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พรรคไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของพรรค เช่น การตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ

‘สกลธี’คาด1-2วันรู้เรื่องสอบปม‘ชัยชนะ’

ขณะที่นายสกล ธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับฯสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชกลางงานศพว่า ขณะนี้กระบวนการของพรรคกำลังตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริงควบคู่กันไป เมื่อช่วงเช้ทราบว่านายชัยชนะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จากนั้นทางพรรคฯจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและจะมีมาตรการที่เหมาะสมตามมา ขอให้รอทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯที่จะมีการแถลงเรื่องนี้อีกครั้ง ขณะนี้นายอภิสิทธิ์อยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)เท่าที่คุยกับนายอภิสิทธิ์ก็คงภายใน 1-2วัน คงจะรู้เรื่อง

ยันหากมีมูลผิด มีมาตรการจัดการ

เมื่อถามว่ามองว่าประเด็นที่เกิดขึ้นมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ทั้งนายชัยชนะ และรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ปฏิเสธว่าไม่มีเหตุรุนแรงแต่ข้ามวันพบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดี นายสกลธี กล่าวว่า อาจจะมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังเพราะนายชัยชนะเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค อยากให้มีข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาก่อน เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะนายอภิสิทธิ์ก็เดินทางไปงานศพแต่ไปคนละวันกับวันที่เกิดเหตุ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คงต้องเช็คกับนายชัยชนะและทางอื่นด้วย รวมถึงรอดูว่าทางตำรวจจะว่าอย่างไร หากมีความชัดเจน แล้วพบว่ามีอะไรที่มันไม่ดี เรามีมาตรการของพรรคอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องนี้เป็นจริงจะเสื่อมเสียไปถึงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสกลธีตอบว่าก็ทำลายภาพลักษณ์ของพรรคยังไงก็ต้องรอฟังหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างจริงจัง ยังตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้รายละเอียด

‘โรม’หนุน‘ผิดว่าไปตามผิด’

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กลางงานศพ อาจกระทบภาพลักษณ์ของสภาฯรวมไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านว่านายชัยชนะเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาฯเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เรื่องนี้คงต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ผิดก็ว่าไปตามผิด ตนยังไม่ได้ดูข้อเท็จจริงรายละเอียดแต่สนับสนุนว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ข่าวปรากฏก็ต้องดำเนินการให้เป็นเยี่ยงอย่าง สมมุติว่าถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายจะได้ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการ ไม่ใช่แค่เฉพาะตำรวจ ก็ต้องไม่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติด้วย

ข้อใจช่วยน้ำเงินผิดวินัย-ก.ม.อื่น?

“สิ่งที่ผมสนใจคือถ้ามันมีความคาดหวังว่าจะต้องมีส่วนราชการไปช่วยในการหาเสียงก็อดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมาแนวทางปฏิบัติที่เคยทำกันมาเป็นอย่างไรเช่นเคยช่วยกันมาก่อนตอนนี้ไม่ช่วยกันแล้วหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้การวางตัวของข้าราชการที่ต้องวางตัวเป็นกลางมันยังเป็นกลางหรือไม่ มีความผิดทางวินัยหรือไม่ถ้ามีประเภทที่ว่าช่วยน้ำเงินด้วย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอื่นๆ”นายรังสิมันต์ ย้ำ

บ.คู่สัญญาTH-AIฟ้อง’ธีระชาติ’พรรคส้ม

วันเดียวกัน นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ก่อตั้ง Fintech Startup หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลพรรคประชาชน อดีตผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อโพสต์เฟซบุ๊ก“Max ธีระชาติ ก่อตระกูล-Max Kortrakul”แจ้งว่าได้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ภายหลังจากเดินหน้า ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ล่าสุดเพิ่งทราบว่าทางบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดได้ดำเนินการฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่อย่างไรก็ดีผมต้องขอยืนยันว่าสำหรับโครงการTH-AI Passport ที่มีข้อสงสัยจำนวนมากจากสังคมยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะข้อมูลเหล่านี้เป็นสิทธิ์พื้นฐานของทุกคนที่ควรมีสิทธิ์ได้รับรู้ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่โครงการนี้ แต่มันกำลังหมายถึง การตั้งคำถามของวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สังคมตั้งข้อสงสัย และการจัดการในกรณีนี้ จะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายโครงการที่จะต้องเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านี้

‘ไอซ์’นำกมธ.ลุยสอบTH-AI Passport

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมกมธ.ว่าวันนี้ประเด็นที่กมธ.ให้ความสำคัญมากคือโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากตามกระแสข่าว คาดว่าจะมีการเปิดลงทะเบียนในเร็วๆ นี้  ดังนั้นการประชุมวันนี้จะเป็นการสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)กับคู่สัญญาก่อนหน้านี้กมธ.ได้ทำหนังสือขอเอกสารและข้อเสนอโครงการเพื่อตรวจสอบรายละเอียดโดยประเด็นที่ต้องการติดตามเป็นพิเศษ คือการประชาสัมพันธ์ซึ่งกมธ.ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่าอาจมีลักษณะที่นำไปสู่การล็อกสเปกหรือไม่จึงต้องการทราบว่าบริษัทแต่ละรายที่เข้าร่วมการประมูลโครงการดังกล่าวได้เสนอชื่อบริษัทเจ้าของจอสื่อที่จะนำมาใช้ในโครงการหรือไม่และเป็นจอของบริษัทใด

“จากเอกสารที่ กมธ.ได้รับขณะนี้มีเพียงสัญญาของบริษัท เพียง 2 บริษัทเท่านั้น ขณะที่เอกสารของอีก 2 บริษัทที่กมธ.ได้ขอไป รวมถึงเอกสารข้อเสนอของโครงการ กระทรวงดีอีก็ยังไม่ได้ส่งมาให้ครบถ้วน นอกจากนี้ บันทึกรายงานการประชุมของกองทุนดีอีที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport ก็ยังไม่ได้รับเช่นเดียวกัน จึงคงต้องสอบถามและติดตามเอกสารเพิ่มเติมในการประชุมวันนี้” น.ส.รักชนก กล่าว

‘ไชยชนก’เบี้ยวรอบ4-ขู่ใช้ก.ม.อำนาจเรียกแจง

เมื่อถามถึงกรณีการเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมชี้แจงต่อกมธ.ฯ ประธานกมธ.ฯติดตามงบฯกล่าวว่าช่วงเช้าวันนี้ ได้รับแจ้งว่านายไชยชนกจะไม่เข้าร่วมชี้แจงต่อ กมธ.อีกครั้ง โดยแจ้งว่าติดภารกิจแต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นภารกิจใดและได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมประชุมแทน ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ตนได้หารือกับ กมธ.แล้วและได้เสนอความเห็นไปว่า เข้าใจดีว่าสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทยอาจไม่สบายใจกับการเชิญรัฐมนตรีมาชี้แจง แต่ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมาธิการได้เชิญนายไชยชนกมาชี้แจงแล้วถึง 4 ครั้งและจนถึงขณะนี้รัฐมนตรียังไม่ได้เดินทางมาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเองแม้แต่ครั้งเดียวหากครั้งต่อไปนายไชยชนกยังไม่มาชี้แจงอีกและยังมีประเด็นที่ค้างคาอยู่โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงยังส่งเอกสารให้ กมธ.ไม่ครบถ้วน ตนเองจะหารือกับกมธ.ว่าจำเป็นต้องใช้กลไกตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯเพื่อใช้อำนาจในการเรียกรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อ กมธ.

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเชิญรัฐมนตรีมาเพื่อสร้างความขัดแย้งทางการเมือง แต่ กมธ.มีหน้าที่ตรวจสอบการจัดทำและการบริหารงบประมาณ รวมถึงโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลและเอกสารที่ครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของโครงการได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็น TOR หลักเกณฑ์การให้คะแนน การจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดของสัญญาที่เกี่ยวข้อง” น.ส.รักชนก กล่าว

หวังลบครหาเป็น‘ลูกแหง่-ไข่ในหิน’

เมื่อถามว่า อยากสื่อสารอะไรไปถึงนายไชยชนกหรือไม่ นางสาวรักชนก กล่าวว่า การเป็นรัฐมนตรีหน้าที่อย่างหนึ่งคือ มาสภาฯ ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการตอบกระทู้หรือชี้แจงต่อ กมธ.ไม่ได้ทำอะไรที่เกินเลยไป เพราะเรามีการออกหนังสือและนัดล่วงหน้า ก่อนหน้านี้ตนเองมีโอกาสคุยกับนายไชยชนกนอกรอบ ซึ่งท่านยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจงต่อ กมธ.นี้ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่างก็ตาม ถือเป็นปัญหาแม้ไม่อยากจะมาชี้แจง แต่ต้องให้ให้เกียรติตัวแทนใน กมธ.ที่ประชาชนเลือกมาทั้งจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เรามีประชาชนสนับสนุนถึงมายืนตรงนี้ได้ และต้องใช้อำนาจแทนประชาชนอยู่

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายไชยชนกถูกข้อครหาเสมอมาว่าจะต้องมีคนคอยห้อมล้อมเป็นลูกนาย ต้องมีคนออกมาปกป้องอยู่เสมอ ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง แม้กระทรวงดีอีจะเป็นกระทรวงเล็กๆ ก็จะต้องมีรัฐมนตรีช่วยมาคอยอนุบาลการมาตอบกมธ.และการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ อาจทำให้นายไชยชนกออกจากภาพที่ต้องเป็นไข่ในหิน เป็นลูกแหง่ หรือเป็นคนที่คอยมีผู้พิทักษ์ปกป้องตลอดเวลาได้ โตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วทำได้อะไรได้ด้วยตนเองขอให้มาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเอง”น.ส.รักชนกย้ำ

จองกฐินซักฟอกสมัยหน้าแน่นอน

น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่าสำหรับการประชุมสภาฯ สมัยหน้าที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โครงการ TH-AI passport เป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะเรื่องนี้ทุกอย่างชัดเจน เหลือแค่กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเมื่อไร เท่านั้นเอง

ขอให้กำลังใจ‘ธีระชาติ’ที่ถูกฟ้อง

เมื่อถามถึงความพยายามที่บริษัทคู่สัญญาฟ้องร้อง นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน และทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน คดีลักษณะนี้เป็นคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) น.ส.รักชนก กล่าวว่า จากเนื้อหาที่ทราบ นายธีระชาติ ได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH-AI passport ร่วมกับ กมธ.มาโดยตลอด ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง และชี้ประเด็นอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม แต่การถูกฟ้องมาจากการแชร์โพสต์หนึ่งซึ่งโพสต์ดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ มีคนแชร์โพสต์นี้เกือบ 400 คน แต่มีนายธีระชาติคนเดียวที่ถูกฟ้องเหมือนเป็นการพุ่งเป้า จึงขอให้กำลังใจนายธีระชาติ

‘แสวง’ผ่านประเมินนั่งเลขาถึงมี.ค.70

มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีการประชุมลับพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้นายแสวง
ผ่านการประเมินซึ่งจะมีผลให้นายแสวง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต.ต่อไปจนครบสัญญาจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2570

ทั้งนี้ การประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ประชุมกกต.ชุดปัจจุบันได้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงประจำปีงบประมาณ 2568 ที่กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานได้ประเมินไว้และให้คะแนนผลการปฏิบัติงานของนายแสวงต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินร้อยละ 60 ซึ่งถ้ากกต.ชุดปัจจุบันมีมติยืนตามกกต.ชุดที่นายอิทธิพรมีมติไว้จะทำให้นายแสวงต้องพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างแต่เนื่องจากกกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าตามสัญญาจ้างกำหนดให้กกต.ที่มีอยู่เป็นผู้ประเมินอีกทั้งในอดีตไม่เคยให้กกต.ชุดที่พ้นตำแหน่งไปแล้วทำการประเมิน กกต.ชุดปัจจุบันจึงมีมติเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ให้ยกเลิกผลการประเมินของกกต.ชุดที่นายอิทธิพร เป็นประธานและ กกต.ชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงเอง ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการประชุมและลงมติให้ผ่านการประเมิน

ศาลฯนัด26สค.ไต่สวน5พยานคดีบาร์โค้ด

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่อ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่องขอให้พิจารณาวินิจฉัยพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัส QRcode ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7)มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

โดยศาลฯเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา กำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลตามกำหนดเดิมคือในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. จำนวน 5 ปาก ได้แก่1.นางนิตรีญารัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงานกกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต. 3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัทที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4.นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.

ส่วนพยานบุคคลอีกจำนวน 2 ปาก ที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้แก่ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยและจ่าสิบตรีสมพงษ์
ตันดี ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต.ศาลฯพิจารณาแล้วเห็นว่าบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นที่พยานบุคคลดังกล่าวได้ยื่นต่อศาล เป็นไปตามประเด็นที่ศาลกำหนดแล้วจึงมีคำสั่งให้ไม่ต้องมาศาลเพื่อทำการไต่สวน ตามวันและเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 65

ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้คู่กรณีตรวจดูและสำเนาพยานหลักฐานทุกรายการในรูปของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่พยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารที่มีการกำหนดชั้นความลับ และไม่อนุญาตให้คัด สำเนาพยานเอกสาร แต่อนุญาตให้ตรวจพยานหลักฐานดังกล่าวเท่านั้น ตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ข้อ 30 และข้อ 36อย่างไรก็ตาม การไต่สวนในวันและเวลาดังกล่าว ศาลฯให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการไต่สวน พยานของศาล อนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังการไต่สวน วรรคหนึ่ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 59

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top