วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เห็นภาพบรรยากาศเที่ยวสงกรานต์ปีนี้แล้ว เป็นเรื่องที่น่าปลื้มใจมาก เอาแค่เฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ถนนข้าวสาร-สีลมแค่ 2 จุด ทุบสถิติคนไปเล่นสาดน้ำทะลุครึ่งล้าน มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติฉลองกันชุ่มฉ่ำทั่วประเทศ เรียกว่าคึกคักจริงๆ ที่น่าดีใจคือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า มีเงินสะพัดกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ภาพรวมเฉพาะตลาดต่างประเทศ คาดว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติพากันปักหมุดเดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วงสงกรานต์ประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศก็คึกคักไม่แพ้กัน คาดว่ามีจำนวน 5,963,000 คน เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ราวๆ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%
ปีนี้ต้องยอมรับว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์จัดได้ยิ่งใหญ่อลังการ สะท้อนพลังของสงกรานต์ไทยในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้อย่างสมศักดิ์ศรี ขนาดสื่อนอกยังประโคมข่าวสงกรานต์ไทย ยกให้เป็น “World Water Festival” เทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย
อย่างที่รัฐบาลบอกไว้ก็คือ สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคักเท่านั้น แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน
น่าเสียดายที่บรรยากาศดีๆ แบบนี้ รายได้ดีๆ แบบนี้ กลับถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสงครามในตะวันออกกลางที่ยังหาจุดจบไม่ได้ เพราะหลังจากสิ้นสุดความสนุกสนานสุดเหวี่ยงกันไปแล้ว นักท่องเที่ยวไม่ว่าคนต่างชาติ หรือคนไทยคงต้องกลับมายืนอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงในยุคข้าวยากหมากแพงจากผลกระทบวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังตึงตัวอย่างแรงในตอนนี้
ยิ่งภายหลังสหรัฐฯเปิดปฏิบัติการสั่งปิดล้อมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ขนส่งน้ำมันคิดเป็น 20% ของอุปทานโลก ยิ่งเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกไหลเข้าสู่ฉากเลวร้ายมากขึ้น และที่สุ่มเสี่ยงกว่านั้นก็คือ อาจเป็นตัวลากมหาอำนาจอย่างจีนเข้าสู่สมรภูมิ หากถูกล้ำเส้นแดง ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งออกคำเตือนมาแล้วว่า อย่ายุ่งกับเรือจีนเด็ดขาด
ดังนั้น ไม่ว่าจะยืนอยู่มุมไหนของโลก ล้วนได้รับแรงกระแทกเหมือนกันทั้งหมด สถานการณ์คาดเดาลำบากว่าจะปะทุบานปลายไปถึงระดับไหนและสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ถึงแม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาส่งสัญญาณฟื้นการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ อ้างว่าสงครามใกล้จบในเร็วๆ นี้ หรือแม้แต่ล่าสุดประกาศยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร แต่ใดๆ นั้นก็ไม่อาจเชื่อถือได้ เพราะทรัมป์ก็คือทรัมป์ สร้างความสับสนได้ทุกวัน
ข้อเท็จจริงวันนี้ รัฐบาลไม่สามารถใช้การตั้งรับแก้ปัญหาได้อีกแล้ว เราไม่รู้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดปกติได้อีกเมื่อไหร่ หรือกลับมาเปิดได้ก็จริง แต่ต้องเสียค่าต๋งหรือไม่ ถึงเวลาที่ต้องคิดกันอย่างเร่งด่วนว่า การพึ่งพาตะวันออกกลาง หรือช่องแคบฮอร์มุซควรจะเป็นอย่างไร รัฐบาลต้องหามาตรการสั้น กลาง ยาว เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต
เพราะกว่าที่ทั่วโลกจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ อาจต้องใช้เวลาเป็นปีสองปี หรือมากกว่านั้น ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งระดมคิดหาวิธีวางยุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานอย่างเดียว แต่ต้องจัดวางโครงสร้างกันใหม่ทุกภาคส่วน วันนี้แม้เราจะตั้งรับปัญหามากกว่า แต่ถ้าวางแผนรุกได้ดี โอกาสเอาตัวรอดจากแรงเหวี่ยงวิกฤตครั้งนี้ก็คงไม่ยากนัก


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี