วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฉุดรั้งกำลังซื้อ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ ภาพของเหล่านักธุรกิจระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ตบเท้าเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฝ่ายบริหาร มักจะถูกจับจ้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงจากสังคม และถูกนำไปผูกโยงกับวาทกรรม
สิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดคือ การนำเอาวาทกรรมแบ่งแยกชนชั้น มาตั้งธงในทุกการเคลื่อนไหวนั้น ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อประเทศชาติในยามวิกฤตเช่นนี้หรือไม่? หรือแท้จริงแล้ว นี่คือการปฏิเสธความจริงที่ว่า “ความอยู่รอดของธุรกิจขนาดใหญ่” คือ “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงคนตัวเล็กทั่วประเทศ
ในโลกของความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสมือนเกาะกลางมหาสมุทร แต่คือ “หัวขบวน” ของรถไฟขบวนใหญ่ที่ลากจูงตู้โบกี้จำนวนมหาศาลไว้เบื้องหลัง ภายใต้บริษัทยักษ์ใหญ่หนึ่งแห่ง ประกอบไปด้วย ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ SMEนับหมื่นราย ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ ภาคขนส่ง ไปจนถึงร้านค้าย่อยในชุมชน
หากหัวขบวนเหล่านี้ต้องเผชิญกับสภาวะชะงักงันขาดทุน หรือไม่สามารถประคองตัวอยู่ได้ในสมรภูมิโลกสิ่งที่จะตามมาไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรในงบการเงินที่หายไปแต่คือ “โดมิโนเอฟเฟกต์” ที่จะล้มระเนระนาดไปถึงแรงงานนับล้านตำแหน่งและครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง การที่รัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากผู้คุมบังเหียนธุรกิจเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องของการมอบสิทธิพิเศษ แต่คือการ “สำรวจสภาพเครื่องยนต์หลัก” เพื่อหาจุดอุดรอยรั่วและสร้างโอกาสให้ทั้งระบบเดินหน้าต่อไปได้
การเปิดทำเนียบรัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนชั้นนำ จึงควรถูกมองว่าเป็น “กระบวนการทำงานแบบบูรณาการ” มากกว่าการสมคบคิด ข้อเสนอเรื่องการลดอุปสรรคทางกฎหมาย การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์แค่เจ้าของธุรกิจเพียงไม่กี่ราย แต่คือการวางรากฐานให้เด็กจบใหม่มีงานทำ ให้ SME มีพื้นที่กว้างขึ้น และให้ประเทศไทยยังมีที่ยืนในแผนที่เศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม การก้าวข้ามวาทกรรม “เอื้อเจ้าสัว”ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหลับหูหลับตาเชื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุม หน้าที่ของสังคมและสื่อมวลชนไม่ใช่การกีดกันการพูดคุย แต่คือการ “ตรวจสอบเนื้อหา” ของการหารือนั้นๆ ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริงหรือไม่
ประเทศไทยในวันนี้ไม่มีเวลาเหลือพอสำหรับการสร้างวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง การเดินหันหน้าเข้าหากันระหว่างรัฐบาลและนักธุรกิจระดับหัวกะทิควรได้รับการมองด้วยสายตาที่เป็นธรรมและอิงอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงความอยู่รอดของกลุ่มทุนใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ คือการรับประกันความมั่นคงของ SME และแรงงานไทยอีกค่อนประเทศ
ท้ายที่สุดแล้ว หากเรายังมัวแต่นั่งแยกส่วนว่าใครคือทุนใหญ่ ใครคือคนตัวเล็ก โดยไม่มองว่าเราทั้งหมดอยู่ในเรือลำเดียวกัน เมื่อเรือลำนี้จมลง... จะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่รอดชีวิตไปได้เพียงลำพัง

รวมโครงการในพระดำริ 'พระองค์ภา' ที่สร้างโอกาสและชีวิตที่ดีให้คนไทย
นายกฯ เรียกประชุม ครม. หลังสำนักพระราชวังประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์
ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย
รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026
ประกาศสำนักพระราชวัง การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี