วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569
โครงการสนับสนุน “รถพุ่มพวง” ให้เอาสินค้าราคาถูกออกไปจำหน่ายถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เป็นประเด็นข่าวกล่าวขานกัน
1. รถพุ่มพวง ในปัจจุบัน มีทั้งเป็นรถกระบะ จักรยานยนต์พ่วงข้าง เติมโครงดัดแปลงให้มีที่แขวนของได้เยอะ
เอกลักษณ์อย่างหนึ่ง คือ มีเสียงเพลงที่ดังผ่านลำโพง เพื่อประกาศว่า มาแล้วๆๆๆ
เรียกกันว่า รถพุ่มพวง ก็เพราะพ่อค้าแม่ค้ามักนำสินค้าใส่ถุงพลาสติกแล้วแขวนเรียงรายตามโครงรถเป็น “พวง” และเมื่อแขวนจำนวนมากจะมีลักษณะเป็น “พุ่ม” จึงเรียกกันว่า “รถพุ่มพวง”
บางคน ทั้งชีวิตไม่เคยเห็น “รถพุ่มพวง”
บางคน ไม่เคยซื้อของกินของใช้ผ่านรถพุ่มพวง เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลตลาด ไม่ไกลร้านสะดวกซื้อ สามารถออกไปซื้อข้าวของได้สะดวก
แต่คนไทยอีกจำนวนมาก ยังใช้บริการ “รถพุ่มพวง” สะท้อนผ่านการประกอบกิจการรถพุ่มพวงในปัจจุบัน เป็นกิจการของผู้ประกอบการรายย่อย ยังทำกันอยู่ ดำรงอยู่ได้ มีการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบรถตามยุคสมัย มีสินค้าหลายชนิด ตั้งแต่ของแห้ง ของสด หรือแม้แต่อาหารทะเล
2. เกือบทุกยุครัฐบาล เมื่อมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ก็จะมีโครงการสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาถูกพิเศษให้ประชาชน
บางยุครัฐบาล เรียกสินค้าธงฟ้าราคาถูก
บางยุค จัดบริการเสริมด้วยการกระจายสินค้าผ่านรถพุ่มพวง รถเร่ ออกไปให้ชาวบ้านเข้าถึงได้วงกว้างมากขึ้นกว่าการจัดขายที่จุดตายตัว
ยุคลุงตู่ สมัยโควิด ก็ให้มีรถพุ่มพวงออกไปหนุนเสริมช่วยชาวบ้าน
ยุคนี้ รัฐบาลอนุทิน 2 ก็ให้มีโครงการไทยช่วยไทย “พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” นำสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็น 14 รายการ มาจำหน่ายราคาพิเศษผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง 3,800 คัน (รัฐสนับสนุนค่าน้ำมันรถพุ่มพวงเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ) เสริมไปดกับจุดบริการไปรษณีย์ 946 จุด ทั่วประเทศ และร้านค้าชุมชน เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน เน้นเข้าถึงชุมชนพื้นที่ห่างไกล
เปิดตัวที่ทำเนียบ นายกฯขับ รมต.ศุภจีซ้อนท้าย ประชาสัมพันธ์โครงการ ตั้งเป้าช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 280 ล้านบาท
แต่ทำฝ่ายการเมือง ฝ่ายแค้น ฝ่ายค้าน และฝ่ายแซะบางคน ทนไม่ไหว
3. นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อินฟลูฯ ขวัญใจด้อมส้ม โพสต์เฟซบุ๊ก โจมตีนโยบายรถพุ่มพวง แซะไปถึงเศรษฐกิจของประเทศ
เนื้อหาบางส่วน ระบุว่า
“...คนจำนวนมาก โดยเฉพาะต่างจังหวัด ชานเมือง หรือแรงงานรายวัน รถพุ่มพวงคือ “ระบบค้าปลีกขั้นต่ำที่ยังทำให้ชีวิตดำเนินต่อได้”
มันเกิดขึ้นเพราะรัฐไม่สามารถสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจและสวัสดิการที่ทำให้ประชาชนมี“อำนาจซื้อมั่นคง” ได้อย่างทั่วถึง
ดังนั้น รถพุ่มพวงจึงเป็นเหมือน “ดัชนีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ” แบบหนึ่ง
ยิ่งเศรษฐกิจฝืด ยิ่งค่าครองชีพสูง ยิ่งรายได้ไม่แน่นอน
ผู้คนก็ยิ่งพึ่งพาระบบซื้อขายขนาดเล็ก ซื้อทีละน้อย จ่ายวันต่อวัน
นี่คือ เศรษฐกิจเพื่อเอาตัวรอด มากกว่าเศรษฐกิจแห่งความมั่นคง...
เพราะแทนที่รัฐจะตั้งโจทย์ว่า “ทำอย่างไรให้คนไม่ต้องรอรถพุ่มพวง” รัฐกลับกำลังตั้งโจทย์ว่า “ทำอย่างไรให้รถพุ่มพวงวิ่งได้มากขึ้น”
นี่คือความแตกต่างระหว่าง การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กับการบริหารความเปราะบางให้ดำรงอยู่ต่อไป...”
ความเห็นข้างต้น สะท้อนความเข้าใจผิด หรือบิดเบือน มโนนึกเอาธงที่ตนเองต้องการโจมตีเป็นที่ตั้ง ไม่ลืมหูลืมตาดูว่าเขาทำจริงๆ คือ ทำอะไร ทำอย่างไร
น่าเวทนา ที่พยายามแสดงออกในคราบนักวิชาการ
ความจริง รัฐบาลไม่ได้ไปทำให้รัฐพุ่มพวงมีมากขึ้น แต่ไป “ช่วยเหลือ” รถพุ่มพวงที่วิ่งอยู่เดิม ให้เข้าร่วมโครงการ ได้รับเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน แลกกับเอาของราคาถูกไปกระจายในพื้นที่ห่างไกล
ที่สำคัญ ประเทศเจริญแล้ว มีรายได้ต่อหัวสูงๆ มากกว่าไทย ล้วนแต่ยังมีบริการแบบรถพุ่มพวงอยู่ทั้งนั้น
แต่การออกความเห็นแบบนี้ อาศัยคราบนักวิชาการ ก็ทำให้คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นตอกลิ่ม โจมตีให้ร้าย ทั้งรัฐบาลและประเทศไทยแบบสนุกปาก
.png)
บางคนเข้ามาแสดงความเห็นเพิ่มเติม แบบมลพิษทางปัญญาไม่แพ้กัน เช่น
“..ยังด้อยพัฒนาเหมือนเมื่อ 5-60 กว่าปีที่แล้ว นี่ปี 2026 รัฐยังมาโชว์ ส่งเสริมความด้อยพัฒนาเข้าไปอีก!!แต่ก็เหมาะสมแล้วที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกคนแบบนี้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ..
ปัญญาอ่อนด้วยกัน อยู่กันได้ แก้ปัญหาแบบไม่ต้องใช้สมองมากนัก
ทะเลาะกับเพื่อนบ้างก็แค่ทำรั้วกั้น! เศรษฐกิจแย่ก็ทำรถพุ่มพวง ฯลฯ..”
4. “รถพุ่มพวง” distributed retail network เครือข่ายค้าปลีกเคลื่อนที่
แฟนเพจ #ลงทุนปะ นำเสนอบทความน่าสนใจ เกี่ยวกับบทบาทของรถพุ่มพวงในต่างประเทศ และในประเทศไทย พร้อมฉายภาพศักยภาพและโอกาสต่อยอดในอนาคต
เนื้อหาบางส่วน ระบุว่า
“...ตัวอย่างโมเดลรถพุ่มพวงต่างแดน ญี่ปุ่น คือ หนึ่งในประเทศที่จริงจังเรื่องรถพุ่มพวงที่สุด
ด้วยความที่ญี่ปุ่นมีสังคมสูงวัย ร้านค้าชุมชนจำนวนมากเริ่มปิดตัวลง คนแก่จำนวนมากไม่มีรถขับ ไม่มีแรงเดินทางไกล
การซื้ออาหารสดกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “mobile supermarket” รถขายของเคลื่อนที่ที่เข้าไปตามหมู่บ้านเล็กๆ วันละหลายรอบ ไม่ต่างจากรถพุ่มพวงไทยเลย
บริษัทเจ้าดังที่เด่นเรื่อง mobile supermarket ในญี่ปุ่นอย่าง Tokushimaru ได้กลายเป็นบริษัท Start-Up ที่น่าสนใจมาก เพราะ Tokushimaru มีจุดเด่นสำคัญตรงที่มันไม่ได้มองตัวเองเป็น “รถขายของ” แต่เป็น infrastructure สำหรับสังคมสูงวัยของญี่ปุ่น
โมเดลนี้แก้ทั้งปัญหาการเข้าถึงอาหาร ความโดดเดี่ยว และต้นทุนค้าปลีกในชนบทพร้อมกันโดยใช้รถขนาดเล็กที่บรรทุกสินค้าหลายร้อยรายการเข้าไปจอดถึงหน้าบ้านผู้สูงอายุในพื้นที่
ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแบบปกติไม่คุ้มเปิดสาขา
จุดแข็งที่สุด คือ การเปลี่ยน “last-mile commerce” ให้กลายเป็น “humanrelationship” เพราะคนขับรถไม่ได้เป็นแค่พนักงานขาย แต่กลายเป็นคนรู้จักประจำชุมชนจำพฤติกรรมลูกค้าได้ รู้ว่าใครอยู่คนเดียว ใครเริ่มสุขภาพแย่ หรือบ้านไหนต้องการความช่วยเหลือทำให้ Tokushimaru มีบทบาทคล้าย social service มากกว่า retail ธรรมดา
อีกจุดที่โดดเด่น คือ โมเดลธุรกิจของ Tokushimaru มี efficiency สูงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในพื้นที่ demand ต่ำ เพราะใช้ “mobility แทน real estate” ไม่ต้องแบกต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ใช้ route optimization วิ่งขายหลายชุมชนต่อวันแทน นอกจากนี้ ยัง leverage เครือข่ายค้าปลีกเดิม โดยร่วมมือกับ supermarket ในท้องถิ่นให้เป็น backend supply chain ทำให้ขยายเครือข่ายจำนวนรถได้เร็วโดยไม่ต้องสร้างระบบหลังบ้านใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ลูกค้าก็ยอมจ่าย premium เล็กน้อยเพื่อแลกกับ convenience และบริการถึงบ้าน ส่งผลให้โมเดลนี้มี retention สูงมาก โดยเฉพาะในสังคมที่กำลังเข้าสู่ aging society อย่างญี่ปุ่น
สิ่งที่ทำให้ Tokushimaru น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ คือ มันพิสูจน์ว่าอนาคตของค้าปลีกอาจไม่ใช่แค่ e-commerce หรือ delivery app เสมอไป แต่เป็น “mobile community commerce” ที่ผสม logistics, retail และ human connection เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นและนี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มกลับมาศึกษาโมเดลลักษณะเดียวกับรถพุ่มพวงอีกครั้ง หลังจากเคยมองว่ามันเป็นเพียงธุรกิจดั้งเดิมแบบ low-tech เท่านั้น...”
นอกจากนี้ ยังนำเสนอข้อมูลในประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา ฝั่งยุโรปหลายประเทศเริ่มทดลอง mobile grocery มากขึ้นหลังต้นทุนค้าปลีกสูงขึ้นและประชากรชนบทลดลง (เยอรมนี สแกนดิเนเวีย ฮังการี)
เกาหลีใต้และจีน ก็เริ่มมีโมเดลคล้ายกัน แต่จะ hybrid กับเทคโนโลยีมากกว่า เช่น mobile fresh market ที่เชื่อมกับ e-commerce หรือ community group ordering บางพื้นที่ในจีนใช้รถขายของเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain สำหรับเมืองระดับล่างและชุมชนที่ delivery ยังไม่ efficient มากพอ จุดเด่นของจีนคือการผสาน data, route optimization และ digital payment เข้ากับโมเดลรถขายของแบบดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว...
สุดท้าย เพจ ลงทุนปะ นำเสนอว่า “... ท่ามกลางยุคเอไอ และอะไรๆ ที่มันพัฒนาเร็ว คงจะดีไม่น้อยนะครับถ้าหาก “รถพุ่มพวงไทย” ถูกยกระดับไปสู่สิ่งที่เรียกว่า distributed retail network หรือเครือข่ายค้าปลีกเคลื่อนที่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลและนโยบายภาครัฐที่ต้องการผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินและการค้าสมัยใหม่ให้กระจายสู่ชุมชนมากขึ้น ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่ม digitalizeโมเดลนี้ ตั้งแต่การสั่งสินค้าผ่านแอป การใช้ AI คำนวณเส้นทางที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงระบบที่เรียนรู้ว่าชุมชนแต่ละแห่งซื้ออะไร เวลาไหน และควรจัด inventory แบบ realtime เมื่อเชื่อมเข้ากับ digital payment อย่าง “แอปเป๋าตัง” หรือระบบ fintech สำหรับชุมชนรถพุ่มพวงก็อาจไม่ใช่เพียง “ร้านขายของติดล้อ” อีกต่อไป แต่สามารถพัฒนาเป็นinfrastructure ด้าน commerce ระดับชุมชน ที่เชื่อมทั้ง retail, logistics และเศรษฐกิจฐานรากเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยและคนในชุมชนเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลได้ง่ายขึ้นอีกด้วย...”
5. ในบ้านเรา โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” เป็นเพียงหนึ่งในหลายโครงการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก
รถพุ่มพวงที่เข้าโครงการ จะได้รับสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในราคาพิเศษ จำนวน 14 รายการ เช่น น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวสาร ปลากระป๋อง ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน เป็นต้น ไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ
รถพุ่มพวงจะเร่ออกไปหาชาวบ้าน นอกเหนือจากการจำหน่ายในห้างค้าส่งค้าปลีก การจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอในทุกวันศุกร์ของเดือน พ.ค. 2569 และการจำหน่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในทุกวันทำการ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงสินค้าราคาพิเศษอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดได้ยาก
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก
ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่เข้าร่วม ได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.
แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
สารส้ม

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด
สวยเป๊ะทุกมุม โอ๋ ภัคจีรา อวดลุคชมพูหวานละมุน ทำโซเชียลฮือฮา
โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่
'ศิริกัญญา' ลุยพัทยา หนุน 'อิทธิวัฒน์' ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก
สอบสวนกลาง จับเจ้าของรถตู้ VIP เครือข่ายขนต่างด้าวเข้าเมือง สารภาพใช้รถตู้เถื่อนไม่จดทะเบียน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี