วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
หนังสือพิมพ์แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา ท่ามกลางกระแสฟีเวอร์ของโครงการคนละครึ่ง ในร่าง ไทยช่วยไทยพลัส แม้ปิดลงทะเบียนไปแล้ว แต่บรรยากาศ ยังฮอตฮิตติดลมบน หลังจากคนแห่กดใช้สิทธิยอดพุ่งทะลุกว่า 26 ล้านราย จากทั้งหมด 30 ล้านคน
...nn งานนี้คลังประกาศแล้ว หมดแล้วหมดเลย ไม่มีการต่อเวลานอก เพราะฉะนั้นอีกราวๆ 4 ล้านกว่าคน ก็อดไปตามระเบียบ ส่วน 26 ล้านสิทธิที่ลงแล้ว ก็จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 2569 ตามเงื่อนไข 60/40 เดือนละพันบาท ฉ่ำๆ เป็นเวลา 4 เดือน ใช้ได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
...nn ไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นนโยบายเรือธงของ รัฐบาลนายกฯหนูพลัส จึงเห็นอาการยิ้มไม่หุบของ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนับถอยหลังให้ถึงวันที่ 1 มิถุนาฯ เริ่มช้อปปิ้งฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ ยาวไปอีก 4 เดือน คาดหวังว่า 1.7 แสนล้านบาท จะสะพัดทั่วไทย
...nn นี่คือสัญญาณตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เพื่อช่วยพยุงสถานการณ์ในยุควิกฤตต้นทุน-ค่าครองชีพสูง-เงินเฟ้อกำลังจะซัดกระหน่ำ โดยทางสภาพัฒน์คำนวณไว้ว่า ไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยให้จีดีพีโตขึ้น 0.4%
...nn เพราะฉะนั้น ต้องจับตาดูว่า จากนี้ไปในอีก 4 เดือนข้างหน้า สถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร??? เพราะส่วนหนึ่งก็มองว่า ไทยช่วยไทยพลัส เป็นแค่ตัวช่วยประคอง และต่อลมหายใจในระยะสั้นๆ เท่านั้น ส่วนพายุใหญ่จริงๆคือ วิกฤตพลังงาน ที่กำลังจะมาถึง
...nn คำถามก็คือ หลังพ้น 4 เดือนไปแล้ว หมดแพ็กเกจไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมารองรับแรงกระแทก เพราะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเอาแน่เอานอนไม่ได้ ช่องแคบฮอร์มุซยังลูกผีลูกคน หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50%
...nn สัญญาณที่น่ากังวลมากที่สุดตอนนี้ คือ ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกตกอยู่ในโซนอันตราย ใกล้จะหลุดระดับ 100 วันภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ตลาดพลังงานอาจเจอภาวะช็อก
...nn ฉะนั้นสำหรับไทย ไม่ใช่แค่เสี่ยงจะขาดแคลนพลังงานเท่านั้น แต่วัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย ก็น่าห่วงเช่นกัน ถึงแม้จีดีพีไตรมาสแรกของปีจะเติบโต 2.8% แต่ก็ยังเปราะบางเพราะกำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่าย อัตราการว่างงานที่อาจสูงขึ้น นี่คือความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย
...nn แต่พอหันกลับมาดู บรรยากาศการเมืองบ้านเรา เห็นแล้วพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ตอนนี้ เริ่มออกมาทะเลาะเบาะแว้งกันให้ชาวบ้านนั่งดูตาปริบๆ พฤติกรรมทำตัวราวกับว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะปกติ ไม่รู้ว่าเป็นนิสัยสันดานของนักการเมืองกันแน่ ที่แยกแยะวิกฤตชาติไม่ออก
...nn วิกฤตชาติวันนี้ ใหญ่หลวงนัก ลำพังรัฐบาลฝ่ายเดียว คงไม่สามารถบริหารจัดการฟันฝ่ามรสุมร้ายผ่านไปได้ง่ายๆ หากไม่ได้รับความร่วมใจจากทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล หรือฝ่ายค้าน แต่สิ่งที่เห็นและเป็นไป กลายเป็นว่า จ้องชิงไหวชิงพริบทางการเมืองมากกว่าช่วยระดมสมองกันแก้ปัญหาชาติ
...nn มิหนำยังขยันลากการเมืองเข้าสู่ความขัดแย้งที่ฟัดกันฝุ่นตลบอยู่ตอนนี้ คือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่คาดว่าจะประกาศใช้เม.ย.-พ.ค.ปี’72 กับอีกเรื่องร้อนๆ คือ ระบอบสีน้ำเงิน ที่ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม ทิ้งหัวเชื้อเอาไว้ให้สังคมตีความกันไปต่างๆ นานา
...nn แม้ เท้ง จะออกมาพูดอ้อมโลกว่า ระบอบสีน้ำเงิน คือ กลุ่มก้อนทางการเมืองที่อยู่เหนือพรรคภูมิใจไทย วุฒิสภา องค์กรอิสระก็ตามที ฉะนั้นด้วยความหมายที่ล่อแหลม ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เจตนาที่แท้จริงนั้นหมายถึงอะไร???
...nn ที่คนคาใจคือนักการเมืองที่เป็นถึงระดับผู้นำพรรคฝ่ายค้าน หากจะสื่อสารด้วยคำพูด หรือความหมายที่ไม่คลุมเครือ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร??? ยกเว้นผ่านกระบวนการคิด และชั่งตวงวัดน้ำหนักมาแล้วเป็นอย่างดีว่า จะให้ความหมายล่อแหลมไปในทิศทางไหน???
...nn ไปดูเรื่องปราบโกงกันหน่อย หลังจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมากางโพลค่าเฉลี่ยรับสินบนของ 10 หน่วยงาน จนเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วปฐพี มีการขู่ที่จะฟ้องร้องกัน ทำไปทำมาก็ต้องใช้คำว่า มีแต่พรรคพวกกันทั้งนั้น
...nn เพราะสุดท้ายแล้ว ผลสำรวจ กกร.ก็ถูกตีค่าเป็นแค่ข้อมูลเชิงรับรู้เท่านั้น ก็หวังแค่ว่า คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ คตท. ที่นายกฯตั้งขึ้น จะเอาไปต่อยอดเพื่อช่วยยกเครื่องประเทศไทยปิดช่องโหว่ทุจริต เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571
...nn ไม่รู้ว่า รัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่??? แต่การตั้งเป้าหมายชัดเจนแบบนี้ ถือว่า เป็นเรื่องดี เพราะการปราบโกงนั้นไม่ง่ายจริงๆ และอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งคือ นักการเมือง และระบบการเมืองนั่นเอง ถ้าคุณภาพยังอยู่แค่นี้ ก็ยากที่จะยกระดับความโปร่งใสในสายตาองค์กรสากลได้
...nn ปิดท้ายด้วย ศึกชิงผู้ว่าฯกทม. ปี่กลองเชิดฉิ่งทิงนองนอยกันไปแล้ว เที่ยวนี้สนามเมืองหลวงคึกคัก ไปๆ มาๆ ก็มีคนอาสาลงสมัครชิงชัยไม่น้อย แต่ละคนทั้งในนามอิสระ หรือสังกัดค่าย แยกย้ายกันลงพื้นที่หาเสียงแล้ว รักใครเชียร์ใครก็จำเบอร์ไว้ให้ดีๆ
...nn ถึงแม้สารพัดโพล บอกตรงกันว่า ความได้เปรียบตกเป็นของแชมป์เก่า อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีคะแนนนำโด่งในโค้งแรก แต่กรุงเทพฯคือสนามปราบเซียน ที่บอกว่านอนมาก็ไม่แน่เสมอไป ล่าสุด โพลสถาบันพระปกเกล้า ชี้ว่าคนกรุงกว่า 24% ยังไม่ตัดสินใจ
...nn เพราะฉะนั้นอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ผู้ท้าชิงรายใหม่ ยังมีโอกาสแจ้งเกิด หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตของมหานคร ทั้งในมิตินโยบาย ภาพลักษณ์ผลงาน และความสามารถในการตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง…สวัสดี
สิบแปดสิงห์
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี