วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
สส.บ้านเรานั้น ปากอ้างประชาชน แต่เอาเข้าจริงกลับคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเอง นั่นก็เพื่ออำนาจและความมั่งคั่งจากการกอบโกยโกงกิน
จึงพูดได้ว่า สส.เป็นอาชีพของ“ชนชั้นนักการเมือง”ที่ยิ่งเล่นก็ยิ่งรวย ยืนยันได้จากรายการบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ถามว่ามีใครเคยเห็นบ้างว่า สส.มีหนี้มีสิน และยากจนข้นแค้นเหมือนประชาชนส่วนใหญ่ในระดับฐานล่าง ที่เป็นผู้ออกเสียงลงคะแนนให้คนพวกนี้ตีตั๋วเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร และกัดกันเยี่ยง“สุนัข”แย่งยามชามข้าวเพื่อจะเป็นฝ่ายรัฐบาล
เมื่อมีอำนาจเป็นฝ่ายบริหารก็สามารถกอบโกยโกงกินได้มาก ถึงกับพูดกันว่าราคาตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เงินร้อยล้านก็ยังกล้าลงทุนซื้อกัน เพราะสามารถถอนทุนคืนได้ไม่ยาก
ยิ่งได้เป็น“รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ” ที่มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีสูง ก็ยิ่งถอนทุนได้เร็ว แค่นั่งรับเงินทอนใต้โต๊ะจากโครงการต่างๆ อย่างเดียว แบบกินตามน้ำที่ข้าราชการประจำชงให้ แค่นี้ก็คุ้มทุนและมีกำไรเหลือเฟือ
กรณีตัวอย่างในลักษณะดังกล่าว เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะเป็นข่าวที่กระทรวงใหญ่กระทรวงหนึ่ง เรียกว่ายังไม่ทันเข้าไปนั่งเก้าอี้ มือก็สาวเข้าไปล้วงแล้ว เผอิญว่า“ไก่ตื่น”เสียก่อน เพราะไก่ตัวนั้นอยู่คนละเล้า สุดท้ายก็เกี้ยเซียะสมยอมกัน ซึ่งก็เดาไม่ยาก น่าจะแบ่งผลประโยชน์กันลงตัว โดยที่เล่นใหญ่ถึงขนาด“แกล้งวูบ”หัวใจจะวายแล้วก็ฟื้นอย่างมีปาฏิหาริย์ในวันรุ่งขึ้น
และในอดีตที่ผ่านๆ มา พอถูกยึดอำนาจ เพราะโกงกินกันจนปากมันพุงกางอันเป็นชนวนเหตุสำคัญให้ทหารต้องทำรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งพร้อมกันไปด้วย เพื่อลบล้างความผิดฐานเป็น“กบฏ” และทำให้คณะรัฐประหารเป็น“รัฏฐาธิปัตย์”มีอำนาจเบ็ดเสร็จนั้น แทนที่นักการเมืองจะโทษตนเอง กลับส่งเสียงร้องเหมือน“สุนัขขี้เรื้อน”ถูกน้ำร้อนลวก แล้วก็ปลุกผี“เผด็จการ”ขึ้นมายุแยงและเสี้ยมประชาชนให้ลุกขึ้นต่อต้าน
อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า เอาเข้าจริงแล้วพวก“สส.500”ประดานี้ พอจบพิธีกรรมการหย่อนบัตรในหีบลงคะแนนเสร็จสรรพ หลังจากชาวบ้านเลือกเข้าไปเป็น สส.ในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับแรกก็คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเองก่อนเป็นสำคัญ มิหนำซ้ำยังอ้างประชาชนอีกด้วย ว่าทำเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้อง และเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยะประเทศ
“รัฐธรรมนูญ”จึงเป็นสิ่งแรกที่ สส.และพรรคการเมือง จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบัญญัติกฎกติกาให้เป็นประโยชน์แก่ตน โดยอ้างเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชนแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับนี้ ที่บรรดา“สส.500” โดยเฉพาะจากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยอ้างว่า “ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน” เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญของ คสช. และ“ต่อท่อ”ให้ คสช.สืบทอดอำนาจเผด็จการ
นอกจากการอ้างที่มาและกลไกการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารแล้ว ฝ่ายที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเท่ากับเป็นการ“ฉีกทิ้ง”รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ยังมีการอ้างถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นมาโดยไม่คำนึงถึงประชาชน อีกทั้งยังวางกลไกให้แก้ไขได้ยาก เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา
โดยที่กฎกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระหนึ่งขั้นรับหลักการ จะต้องได้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสองสภา คือ สส.บวกกับ สว. โดยต้องได้ 350 เสียง นอกจากต้องได้เสียงตามจำนวนนี้แล้ว เสียงของ สว.ก็ต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว.ทั้งหมด ซึ่งในปัจุบันก็คือ 67 เสียงของ สว.ชุดนี้ที่มาจากระบบเลือกกันเอง ดังนั้นตัวแปรสำคัญคือ “สว.” และที่บางพรรคการเมืองกลัวที่สุดเวลานี้ก็คือ “สว.สีน้ำเงิน”จะไม่เอาด้วย
แต่จะอะไรก็ตามที สิ่งที่ สส.และพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยต้องการจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็เพราะ“กฎเหล็ก”เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ที่อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคเพื่อไทย คือ นายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร โดน“ประหารทางการเมือง”จนต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว
นอกจากนั้น ก็ต้องการจะรื้ออำนาจขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ป.ป.ช. รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญนั้น พรรคประชาชนหรือพรรคส้ม โดนยุบพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง คือพรรคอนาคตใหม่ กับพรรคก้าวไกล และเวลานี้ก็มีคดีที่“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล”ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ ป.ป.ช.เป็นต้นเรื่องเสนอให้ศาลฎีกาลงดาบใช้เครื่องประหาร“กิโยติน” เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป
ความจริงแล้ว ถ้าบรรรดา“สส.500”ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแฝง หากเห็นว่ารัฐธรรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ย่อมสามารถแก้เป็นรายมาตราได้ ซึ่งนอกจากจะไม่ยุ่งยากแล้ว ก็ยังไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินอีกเป็นหมื่นล้าน สำหรับขั้นตอนต่างๆ ทั้งการเลือกตั้ง“สสร.”โดยอ้อมและการลงประชามติ
บรรทัดนี้ก็ต้องถามว่า เงินหมื่นล้านของแผ่นดินที่จะต้องถูกนำมาล้างผลาญเพื่อการจัดทำรัฐธรรรมนูญฉบับใหม่สำหรับสนองประโยชน์นักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น เป็นเงิน“บิดา-มารดา”ของพวกท่านหรืออย่างไร
ถ้าภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า “เงินโคตรพ่อโคตรแม่พวกมรึงรึไง” ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

'บาส-เฟม'ประเดิมลิ่ว!เข้ารอบสองขนไก่'เจแปนโอเพ่น'
ชัชชาติ สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เซ่นปมไฟไหม้โรงเบียร์ เล็งหาช่องกฎหมาย คุมร้านเหล้านอกแถว
ปรีวิว-ฟันธง!ไก่ตีกระทิงลุ้นชิงบอลโลก
สมฉายา ตาร์อู๋ ห้างแตก กลางงาน M&D FAN FEST 20026
ทรัมป์ แจ้งสภาคองเกรส เปิดศึกอิหร่านรอบใหม่ ใช้อำนาจทหารได้ 60 วันไม่ต้องขออนุมัติ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี