546.jpg
'เต็ดตรา แพ้ค' ชู'สิ่งแวดล้อม-สังคม-เศรษฐกิจ' สร้างอนาคตที่ยั่งยืน

'เต็ดตรา แพ้ค' ชู'สิ่งแวดล้อม-สังคม-เศรษฐกิจ' สร้างอนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.42 น.

เต็ดตรา แพ้ค ผู้นำด้านโซลูชั่นการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหารชั้นนำของโลก เปิดเผยข้อมูลรายงานความยั่งยืนล่าสุดภายใต้แนวคิด “การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริง” ซึ่งเผยถึงความก้าวหน้าในขั้นตอนการดำเนินงานของบริษัทตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เน้นย้ำถึงแนวทางสู่ความยั่งยืนที่ครอบคลุมห่วงโซ่มูลค่าทั้งหมดของบริษัท โดยเฉพาะการให้ความสำคัญของประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความท้าทายด้านเศรษฐกิจในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 ที่ห้อง Calla Suite ชั้น G โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ นางสาวฐาปนี จันทร์หอม ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัทเต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวเปิดงานและแนะนำ นายสุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้บรรยายสรุปรายงานความยั่งยืนของเต็ดตรา แพ้ค ประจำปี 2563


นายสุภนัฐ กล่าวว่า เต็ดตรา แพ้ค ได้นำคำมั่นสัญญาของบริษัทที่ต้องการ“ปกป้องทุกคุณค่า” มายึดถือปฏิบัติอยู่เสมอ โดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การปกป้องคุณค่าของอาหาร (Food)การปกป้องคุณค่าของผู้คน(People) และปกป้องอนาคต (Future) โดยทั้ง 3 ส่วนนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และสามารถนำหลักการนี้มาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผลการทำงานที่ผ่านมา ทิศทางในการดำเนินงานที่ผ่านมา เป้าหมายที่กำลังมุ่งไปสู่ เพื่อให้สามารถปรับแก้ได้หากไม่ตรงตามจุดประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ และใช้สื่อสารกับผู้คนภายนอกองค์กรเพื่อกระตุ้นให้วงการอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงเกิดความตื่นตัวและเกิดการร่วมมือกันโดยนำมาอ้างอิงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN  Sustainable Development Goals: SDGs) เพื่อจัดลำดับโครงการด้านความยั่งยืนที่สัมพันธ์กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติดังกล่าวไว้ในแต่ละหัวข้อต่อไปนี้

ความมุ่งมั่นในการปกป้องอาหารของเต็ดตรา แพ้ค ผนวกรวมอยู่ในวิสัยทัศน์ของบริษัท นั่นคือ การทำให้อาหารปลอดภัยและมีพร้อมสำหรับผู้บริโภคทุกแห่งทั่วโลก จากการทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรโดยใช้โซลูชั่นการผลิตและบรรจุ รวมถึงบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารที่เป็นนวัตกรรมชั้นนำในตลาด ทำให้บริษัทสามารถสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติเป้าหมายที่ 2 และ 12  และยังส่งเสริมทั้งสองเป้าหมายนี้ ด้วยการสร้างห่วงโซ่มูลค่าที่ยั่งยืน อาทิ การมีส่วนร่วมในโครงการนมโรงเรียน ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็ก 68 ล้านคน ในกว่า 56 ประเทศ และโครงการศูนย์รวบรวมนม ในประเทศและพื้นที่ที่การคมนาคมลำบาก เพื่อเป็นตัวกลางที่เชื่อมระหว่างฟาร์มโคนมรายย่อยและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นม เพื่อให้นมจากฟาร์มโคนมสามารถขนส่งถึงผู้ผลิตได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ป้องกันการเน่าเสีย และช่วยให้เกษตรกรฟาร์มโคนมได้รับรายได้ที่สม่ำเสมอ โดยสามารถรองรับนม 389,470 ลิตร ทุกวันจากเกษตรกรโคนมรายย่อยในโครงการ

บริษัทปกป้องและเพิ่มพูนทักษะพนักงานเพื่อส่งเสริมการเติบโตและการพัฒนาของบุคลากรทุกคน  โดยการผลักดันให้เกิดความหลากหลายของพนักงานและวัฒนธรรมร่วม ดังจะเห็นได้จากผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น 14%ความสามารถในการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดทำงานในพื้นที่การปฏิบัติงานลง 8% ซึ่งล้วนเป็นการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติที่ 4, 5 และ 8 อีกทั้งยังสนับสนุนชุมชนในท้องถิ่น รวมถึงสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่มูลค่าอย่างรับผิดชอบเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและแรงงานอีกด้วย

เต็ดตรา แพ้ค มุ่งมั่นที่จะปกป้องอนาคตที่ยั่งยืนของโลกและความสำเร็จในระยะยาวของลูกค้า รวมถึงธุรกิจของเรา เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของบริษัท คือ การเป็นผู้นำที่ดำเนินธุรกิจด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า นับตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงการผลิตขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งครอบคลุมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปริมาณขยะ การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ การรักษาทรัพยากรน้ำ และการส่งเสริมการรีไซเคิลและการหมุนเวียนทรัพยากร ปัจจุบัน บริษัทใช้พลังงานหมุนเวียนกว่า 69% ในการดำเนินงาน โดยในปีที่แล้ว มีการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มของเต็ดตรา แพ้ค มากกว่า 50,000 ล้านกล่อง และยังบรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 10 ล้านตันตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าในทศวรรษที่ผ่านมา จากการดำเนินงานเหล่านี้ทำให้เต็ดตรา แพ้ค สามารถสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติที่ 6, 7, 9, 12, 13 และ 15 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในประเทศไทย เราดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางธุรกิจระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำทั่วโลกของบริษัท โดยมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 3,076 แผง บนหลังคาโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าทดแทนได้ถึง 1,350 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าปีละ 850 ตัน ในแต่ละปี และยังดำเนินโครงการ “หลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” มาเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วมากกว่า 2,300 ตัน เพื่อนำมาผลิตเป็นแผ่นหลังคามากกว่า 65,000 แผ่น สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ และมอบให้ชุมชนที่ขาดแคลนในประเทศ

นับเป็นเวลากว่าสี่ปีที่บริษัททำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและพันธมิตรในอุตสาหกรรม จัดทำโครงการกล่องยูเอชทีรีไซเคิลได้ รวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วมากกว่า 2,300 ตัน และมอบกระดาษรีไซเคิลมากกว่า 1,000,000 ล้านแผ่นที่ได้จากโครงการนี้ ให้แก่โรงเรียนคนตาบอด 13 แห่งทั่วประเทศ สำหรับปีที่ผ่านมา ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและกรุงเทพมหานคร เปิดตัวโครงการรีไซเคิลกล่องนมโรงเรียน โดยมีโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครเข้าร่วมมากกว่า 350 แห่ง ในการเก็บรวบรวมกล่องนมโรงเรียนใช้แล้วเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป

“แนวทางการทำงานที่เชื่อมโยงกันครอบคลุมสามหัวข้อด้านความยั่งยืนของเรา อันได้แก่ การปกป้องอาหาร ผู้คน และอนาคต ทำให้เกิดเป็นความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างความเป็นพันธมิตรในการดำเนินงาน” มร.เบิร์ท ยาน โพสท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “ด้วยการทำงานร่วมกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และผู้ถือประโยชน์ทุกฝ่าย เราจะสามารถเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่สร้างความยั่งยืน และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่มีพลังและเปี่ยมด้วยความหมาย” นายสุภนัฐ กล่าว

นิยามคำว่า “ยั่งยืน” สำหรับเต็ดตรา แพ้ค คือความสามารถในการส่งต่อ สืบทอดไปสู่รุ่นต่อไปได้ด้วยตัวเองตามธรรมชาติ ไม่มีวันสิ้นสุด สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น การนำวัตถุดิบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมาใช้ในการผลิตกล่องกระดาษ ทำให้บริษัทสามารถผลิตกล่องจากวัตถุชนิดนี้ต่อไปได้อีกนับสิบปี เพราะวัตถุดิบตั้งต้นนั้นสามารถเกิดขึ้นเองได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันหมดไป ต่างจากการเลือกใช้วัตถุดิบที่ใช้แล้วหมดไป ไม่มีการเกิดขึ้นใหม่ทดแทน

ช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 เต็ดตรา แพ้ค ได้รับผลกระทบในด้านการจัดส่งวัตถุดิบทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ อินเดีย ญี่ปุ่น ที่ชะลอตัวลง จึงต้องมีการปรับแผนการทำงานเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตามที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด โดยมีการปรับตัวภายในองค์กรเพื่อให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการปกป้องผู้คนคือหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่บริษัทยึดถือปฏิบัติ บริษัทจึงอนุญาตให้บุคลากรสามารถทำงานที่บ้านได้ จัดแบ่งทีมเพื่อสลับกับเข้ามาทำงานที่บริษัท รณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย มีการเว้นระยะห่างทางสังคม วัดอุณหภูมิร่างกายทุกครั้งก่อนเข้าบริษัท จำกัดจำนวนคนที่เข้าประชุมสัมมนาร่วมกันไม่ให้เกิน 20 คน เป็นต้น

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top