วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569
“นรต.-วช. เปิดตัว P-Track ใช้ AI พลิกโฉม ‘ปรับเป็นพินัย’ ยกระดับความยุติธรรมไทยสู่ดิจิทัล”
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ภายใต้หัวข้อ “การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามระบบปรับเป็นพินัยและการประยุกต์ใช้ระบบ P-Track สู่การปฏิบัติ” เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ ห้องบงกชรัตน์ บี โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting
ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ อาทิ ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ประธานคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ รองศาสตราจารย์ พันตำรวจเอกหญิง ดร.ทิพย์ฆัมพร เกษโกมล นายชัยวัฒน์ ร่างเล็ก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ว่าที่ร้อยโท ดร.เจนรบ พละเดช และ ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ เข้าร่วมเป็นเกียรติ สะท้อนถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานมีการนำเสนอผลการวิจัยโดย พันตำรวจโท วรเทพ ปิยวัจนาภรณ์ หัวหน้าโครงการซึ่งมุ่งพัฒนาแนวทางปฏิบัติด้าน “ปรับเป็นพินัย” ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในกระบวนการยุติธรรม
ไฮไลต์สำคัญ คือ การบรรยายและสาธิตการใช้งานระบบ “P-Track: นวัตกรรมอัจฉริยะผสาน AI เพื่อยกระดับการติดตามและบริหารจัดการคดีปรับเป็นพินัย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วฤษาย์ ร่มสายหยุด และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐากร พฤกษวันประสุต อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นนักวิจัยโครงการ ได้ถ่ายทอดแนวคิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย สู่กระบวนการปรับเป็นพินัยอย่างเป็นระบบ” โดย พันตำรวจตรี ดร.สันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลชั้นต้นศาลจังหวัดวิเชียรบุรี ซึ่งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ข้าราชการตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการปรับเป็นพินัย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ระบบ P-Track (www.p-tracks.com) ในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักกฎหมาย
ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการสำรวจและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่และประชาชนเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน การพัฒนาแนวทางและคู่มือการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลต้นแบบ “P-Track” โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค

ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเข้าใจหลักกฎหมายในระดับสูง แต่ยังมีข้อจำกัดในขั้นตอนปฏิบัติ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสิทธิของตนในระดับดี แต่ยังขาดความรู้ในบางประเด็น เช่น การขอลดหรือผ่อนชำระค่าปรับ สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาการสื่อสารของภาครัฐให้เข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ในเชิงนโยบายงานวิจัยเสนอให้พัฒนาระบบดิจิทัลแบบบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและผลักดันการใช้ระบบ P-Track เป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดภาระของประชาชนและยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่รูปแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ดังนี้ P-Track จึงไม่ใช่แค่ระบบปรับเป็นพินัยแต่คือ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน จากระบบที่ประชาชนต้องวิ่งหารัฐเป็นระบบที่รัฐให้บริการอย่างรวดเร็วและตรวจสอบได้” สอดคล้องกับคำที่กล่าวว่า “ความยุติธรรมที่เข้าถึงง่าย คือความยุติธรรมที่แท้จริง”
การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในการผลักดันนวัตกรรมสู่การปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างยั่งยืน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี