วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
DPU จับมือสภาเภสัชกรรม หารือแนวทางยกระดับศักยภาพ “เภสัชสมุนไพรไทย” เชื่อมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยกับเทคโนโลยีเภสัชสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงระบบยาไทย
วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดี และ ดร.พท.คณิศร์ณิชา ชาญภา รองคณบดีฝ่ายการแพทย์แผนไทย และผู้อำนวยการ ดี ซักเซส คลินิกแพทย์แผนไทย ให้การต้อนรับ เภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม รศ.ดร.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการสภาฯ และ รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ที่ปรึกษาสภาฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้แทนสภาเภสัชกรรม ในโอกาสเข้าหารือและศึกษาดูงานด้านเฮลท์ แอนด์ เวลเนส เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ สมุนไพรไทย และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมให้สอดรับกับทิศทางระบบสุขภาพในอนาคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ อาคาร 14 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
การศึกษาดูงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปิดพื้นที่ความร่วมมือระหว่างสภาวิชาชีพด้านเภสัชกรรมกับสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Health & Wellness โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีเภสัชศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย และแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเภสัชศาสตร์ ทั้งหลักสูตรปริญญาตรีสาขาเภสัชกรรมสมุนไพร หลักสูตรอบรมระยะสั้น หลักสูตรต่อยอด ตลอดจนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะระบบยาสมุนไพร เพื่อความมั่นคงในระบบยาของชาติและเพื่อสร้างเศรษฐกิจ
รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การเข้าหารือของสภาเภสัชกรรมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่าง “ภูมิปัญญายาแผนไทย” กับ “เทคโนโลยีเภสัชกรรมสมัยใหม่” เนื่องจากประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและตำรับยาแผนไทยจำนวนมาก แต่ยังมีช่องว่างในการพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง มีมาตรฐาน และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ ระบุว่า ประเทศไทยมีตำรับยาแผนไทยของชาติเป็นจำนวนมากถึง 60,000 ตำรับ แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งทางภูมิปัญญาด้านสุขภาพของประเทศ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตำรับยาเหล่านี้ให้ก้าวสู่การใช้ประโยชน์ในระดับกว้าง จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมสมัยใหม่ ทั้งกระบวนการพัฒนายา การควบคุมคุณภาพ การวิจัย การพิสูจน์ประสิทธิผล ความปลอดภัย และการสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของวิชาชีพเภสัชกรรมโดยตรง
“เภสัชกรมีพื้นฐานความรู้ด้านการพัฒนายา การผลิตยา และการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว หากสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้มาต่อยอดกับตำรับยาแผนไทย จะทำให้สมุนไพรไทยก้าวไปไกลกว่าการเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถพัฒนาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีสมุนไพรระดับสูงเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับได้” รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าว
คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส กล่าวต่อว่า วิทยาลัยฯ และคลินิกแพทย์แผนไทยของ DPU ได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาตำรับยาแผนไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาเป็นสารสกัดเข้มข้นแล้วทั้งหมด 277 ตำรับ และ ใช้แนวทางการเชื่อมภูมิปัญญาไทยกับกระบวนการพัฒนาสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงกับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของทั้งประเทศไทยและประชาคมโลก
ทั้งนี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤตสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อประชากรจำนวนมากทั่วโลก และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในหลายประเทศโดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 71 ขณะที่ตำรับยาแผนไทยและสมุนไพรไทยมีศักยภาพในการเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อผ่านการพัฒนาให้มีมาตรฐาน มีการพิสูจน์ ประเมิน และมีข้อมูลทางวิชาการรองรับเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจน
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนายาสมุนไพรไทยให้มีคุณภาพสูงและใช้ได้จริงในระบบสุขภาพ จะช่วยลดการพึ่งพายาเคมีนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังพึ่งพายาแผนปัจจุบันจากภายนอกในสัดส่วนสูงเกินร้อยละ 85 การสร้างความเข้มแข็งด้านสมุนไพรไทยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการดูแลสุขภาพประชาชนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของระบบยา ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศในระยะยาว
สำหรับแนวทางความร่วมมือในระยะต่อไป รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการออกแบบระบบการศึกษาเภสัชศาสตร์ในสาขาเภสัชกรรมสมุนไพรที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ของผู้เรียน หรือ Outcome-based Education เพื่อผลิตบุคลากรที่ “ทำได้จริง” โดยอาจพิจารณารูปแบบการเรียนรู้แบบ Sandbox ที่เปิดโอกาสให้เกิดการทดลองพัฒนาหลักสูตรร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา สภาวิชาชีพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แนวทางดังกล่าวอาจครอบคลุมทั้งหลักสูตรปริญญาตรี หลักสูตรอบรมระยะสั้น การอบรมเฉพาะทาง หลักสูตรต่อยอดหลังปริญญาตรี หรือหลักสูตรที่เชื่อมโยงระหว่างเภสัชศาสตร์กับแพทย์แผนไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ทั้งภูมิปัญญาไทยและเทคโนโลยีสมัยใหม่ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้ตอบโจทย์มาตรฐานวิชาชีพ อุตสาหกรรมสุขภาพ และความต้องการของสังคมได้อย่างยั่งยืน
ด้านเภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า การนำคณะกรรมการและผู้แทนสภาเภสัชกรรมเข้าศึกษาดูงานที่วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้รูปแบบการจัดการศึกษา หลักสูตร การบริการ และการดำเนินงานด้าน Health & Wellness ของวิทยาลัย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการต่อยอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพแบบบูรณาการ
เภสัชกรปรีชา กล่าวว่า ปัจจุบันระบบสาธารณสุขทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ทั้งในมิติร่างกาย จิตใจ สังคม การป้องกันโรค การชะลอวัย และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน สมุนไพรไทยเป็นองค์ความรู้ที่มีมาอย่างยาวนาน และมีความเกี่ยวข้องกับบทบาทดั้งเดิมของเภสัชกรในฐานะผู้มีความรู้เรื่องยาและการปรุงยา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา การศึกษาของเภสัชกรส่วนใหญ่เน้นไปที่ยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก จึงเป็นโอกาสสำคัญที่วิชาชีพเภสัชกรรมจะกลับมาทบทวนและพัฒนาองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยให้ลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะการนำความรู้ด้านการผลิตยา การควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานเภสัชกรรม มาช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
นายกสภาเภสัชกรรม ระบุว่า หลังจากการเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ DPU ทำให้เห็นโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยไว้ในหลักสูตรปริญญาตรี การจัดหลักสูตรต่อยอดหลังปริญญาตรี การพัฒนาหลักสูตรอบรมระยะสั้น หรือการออกแบบหลักสูตรที่เภสัชกรสามารถเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมและได้รับการศึกษาต่อเนื่องทางวิชาชีพ หรือ CPE ได้
นอกจากนี้ สภาเภสัชกรรมยังมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยกับศาสตร์สุขภาพอื่น ๆ เช่น การชะลอวัย การดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และแนวทางการป้องกันโรค ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของวิชาชีพเภสัชกรรมในอนาคต
เภสัชกรปรีชา กล่าวอีกว่า บทบาทของเภสัชกรในอนาคตจะขยายตัวมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจ่ายยาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและการป้องกันโรค การให้บริการระดับปฐมภูมิ การใช้ข้อมูลด้านเภสัชพันธุศาสตร์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร การเตรียมยาเฉพาะทาง ตลอดจนผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายที่ระบบการศึกษาด้านเภสัชกรรมต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของสังคมและระบบสุขภาพยุคใหม่
นายกสภาเภสัชกรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์กำลังคนด้านเภสัชกรรมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเภสัชกรที่สำเร็จการศึกษาแล้วเกือบ 60,000 คน กระจายอยู่ในหลากหลายสาขา ทั้งโรงพยาบาลภาครัฐ โรงพยาบาลเอกชน สำนักงานสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา บริษัทยา งานวิจัย การขึ้นทะเบียนยา และร้านยา อย่างไรก็ตาม ระบบสุขภาพยังมีความต้องการเภสัชกรอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในระดับปฐมภูมิและโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งต้องการบุคลากรเข้าไปดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด
การเข้าศึกษาดูงานครั้งนี้จึงถือเป็นรูปแบบความร่วมมือใหม่ระหว่างสภาเภสัชกรรมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย บุคลากร และองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยให้เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์สุขภาพสมัยใหม่ พร้อมยกระดับบทบาทของเภสัชกรไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพโลก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี