537.jpg
ศิลปกรรมศาสตร์กับพลังของการเรียนรู้ เมื่อเวทีประกวดดนตรีสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างสังคม ดำริห์  บรรณวิทยกิจ และ สรร ถวัลย์วงศ์ศรี

ศิลปกรรมศาสตร์กับพลังของการเรียนรู้ เมื่อเวทีประกวดดนตรีสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างสังคม ดำริห์ บรรณวิทยกิจ และ สรร ถวัลย์วงศ์ศรี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.37 น.
Tag :

การพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งทักษะวิชาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และความเข้าใจต่อบริบททางสังคม กลายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ที่ให้ความสำคัญกับ “มนุษย์” เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้  แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการดำเนินกิจกรรมด้านศิลปกรรมศาสตร์ ผ่านกรณีศึกษาการประกวดดนตรีระดับอุดมศึกษา ภายใต้โครงการ MHESI MUSIC VARIETY AWARDS 2025 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กิจกรรมศิลปะมิได้เป็นเพียงพื้นที่ของการแข่งขัน หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทรงพลังในการพัฒนาผู้เรียน องค์กร และสังคมอย่างยั่งยืน กิจกรรมทางศิลปกรรมศาสตร์นั้นควรถูกมองให้ลึกกว่าการแสดงบนเวทีหรือผลลัพธ์ของการประกวด เพราะสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดคือ กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผู้เรียนได้เผชิญสถานการณ์ที่ใกล้เคียงโลกการทำงาน ทั้งการฝึกซ้อม การบริหารเวลา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานร่วมกับทีม และการสื่อสารทางศิลปะ ซึ่งทั้งหมดล้วนช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นในชีวิตและวิชาชีพ จากการศึกษาได้พบ 5 แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศซึ่งช่วยยกระดับกิจกรรมด้านศิลปกรรมศาสตร์ให้เกิดคุณค่าอย่างแท้จริง

ประการแรก คือ การออกแบบกิจกรรมอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน กิจกรรมที่มีคุณภาพไม่ใช่การจัดขึ้นเพื่อให้เสร็จตามแผนหรือเน้นเพียงพิธีกรรม แต่ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการพัฒนาทักษะทางศิลปะ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การสร้างวินัย การฝึกความรับผิดชอบ และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อกิจกรรมถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างชัดเจน


ประการที่สอง คือ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) ซึ่งถือเป็นหัวใจของศาสตร์ด้านศิลปกรรม ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การแสดง การประเมินตนเอง และการรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เกิดการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ความมั่นใจในตนเอง ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

ประการที่สาม คือ การบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ไม่ได้แยกขาดจากศาสตร์อื่น แต่เชื่อมโยงกับมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น ดนตรีเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์และบริบททางวัฒนธรรม การแสดงสัมพันธ์กับจิตวิทยา การสื่อสาร และภาวะผู้นำ ขณะที่การทำงานร่วมกันยังสะท้อนมิติของสังคมวิทยาและความเข้าใจความหลากหลายของผู้คน การเรียนรู้ลักษณะนี้ทำให้ผู้เรียนเห็นว่าศิลปะไม่ได้เป็นเพียงทักษะเฉพาะทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกจริง

ประการที่สี่ คือ การประเมินผลเพื่อพัฒนา (Assessment for Learning) การประเมินไม่ควรทำหน้าที่เพียงตัดสินแพ้หรือชนะ แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสะท้อนผลจากผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน และการนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุง กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เรียนเติบโตจากประสบการณ์จริงและเข้าใจว่าความสำเร็จเกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ประการสุดท้าย คือ การสร้างแรงจูงใจเชิงคุณค่า เพราะสิ่งที่ทำให้กิจกรรมทรงพลังอย่างแท้จริงไม่ใช่รางวัลหรือชัยชนะ แต่คือการทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองกำลังเติบโต มีคุณค่า และมีบทบาทต่อสังคม ศิลปะจึงกลายเป็นพื้นที่แห่งการสื่อสารความคิด การสร้างอัตลักษณ์ และการหล่อหลอมทุนทางสังคมที่ยั่งยืน

นอกจากผลลัพธ์ในระดับบุคคล งานศึกษายังสะท้อนว่า กิจกรรมศิลปกรรมศาสตร์สามารถเป็น กระบวนการสร้างองค์ความรู้ร่วมกันในองค์กร ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคนิคการฝึกซ้อม การจัดการทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการถ่ายทอดแนวคิดสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นคลังความรู้ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของสถาบันการศึกษาในระยะยาว         ที่สำคัญที่สุด กิจกรรมลักษณะนี้ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านทักษะวิชาชีพ ความเชี่ยวชาญทางดนตรีและการแสดง การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ ความมั่นใจ การควบคุมอารมณ์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยปลูกฝังความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการเคารพคุณค่าของศิลปะในฐานะทุนทางสังคม ในมิติที่กว้างขึ้น กิจกรรมศิลปกรรมศาสตร์ยังมีบทบาทสำคัญต่อ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาสังคม เพราะศิลปะและวัฒนธรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เสริมอัตลักษณ์ชุมชน และขยายโอกาสทางอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมหาศาล เวทีดนตรีในมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ประกวด แต่เป็นพื้นที่สร้างทุนมนุษย์และระบบนิเวศทางความคิดสร้างสรรค์ของประเทศ

ท้ายที่สุด งานศึกษานี้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เวทีเล็ก ๆ สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด หากกิจกรรมด้านศิลปกรรมศาสตร์ได้รับการออกแบบอย่างมีเป้าหมาย มีกระบวนการเรียนรู้ที่ชัดเจน และมุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน กิจกรรมเหล่านี้จะไม่ใช่เพียง “กิจกรรมเสริม” แต่จะกลายเป็นพลังสำคัญของการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top