542.jpg
ศธ. สพฐ. และ กสศ. เดินหน้าพัฒนา สมรรถนะผู้เรียน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

ศธ. สพฐ. และ กสศ. เดินหน้าพัฒนา สมรรถนะผู้เรียน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.
Tag :

ศธ. สพฐ. และ กสศ. ร่วมมือกันสร้างผู้เรียนที่ไม่ใช่นักท่องจำ แต่เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ นักแก้ปัญหา และเป็นพลเมืองคุณภาพของประเทศและของโลกด้วยโครงการ TSQM

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดงาน The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมเป็นภาคีในการจัดงาน


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า นักเรียนคือองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา ดังนั้น เวทีแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่จะช่วยสะท้อนคำตอบว่า เราจะเตรียมเด็กและเยาวชนให้มีสมรรถนะที่พร้อมรับอนาคตได้อย่างไร ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องเข้าใจและปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงนั้น โดยมองว่าการพัฒนาประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประชากรที่คิดเป็น ทำเป็น วิเคราะห์และแยกแยะเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในโลกยุคใหม่

ดังนั้น การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนจึงไม่อาจอาศัยเพียงห้องเรียนหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม 

“การขับเคลื่อนโครงการ Teacher and School Quality Movement: TSQM ของ กสศ. สอดคล้องกับทิศทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถพัฒนาตนเองตามบริบทกับงานประจำและแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ดำเนินการอยู่ โดยไม่สร้างภาระงานเพิ่ม แต่เข้าไปช่วยหนุนเสริมให้โรงเรียนยกระดับตนเอง สามารถเป็นต้นแบบหรือแกนนำในการขยายผลสู่โรงเรียนอื่น ๆ ได้”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ TSQM ร่วมกับ กสศ. และภาคีเครือข่าย ผ่านกลไกระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดกับสถานศึกษา และให้โรงเรียนเป็นฐานสำคัญของการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และเป็นฐานของการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นในระบบโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทาง Thailand Zero Dropout Plus สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศ และหากเราต้องการ Education for All เราต้องเริ่มจาก All for Education

ด้าน ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวต่อว่า การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายเชิงหลักการเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงของโรงเรียน ครู ผู้บริหาร เขตพื้นที่การศึกษา และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นว่าบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบจากโครงการ TSQM เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่า นอกจากจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียน ยังเป็นหลักฐานเชิงปฏิบัติที่แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ถ้าได้รับการหนุนเสริมเครื่องมือและองค์ความรู้ที่สำคัญ

“การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ กสศ. จัดขึ้น โดยขอให้ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกคนเปิดใจและทำตัวเป็น "น้ำครึ่งแก้ว" พร้อมเรียนรู้และเติมเต็มองค์ความรู้ สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็นำไปต่อยอด สิ่งใดที่ยังขาดก็นำไปเติมเต็มและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของโรงเรียนตนเอง สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าโรงเรียนของเรายังขาดอะไร และเลือกเรียนรู้จากแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง เพราะแต่ละโรงเรียนหรือนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีความถนัดไม่เหมือนกัน ทุกคนมีพรสวรรค์ติดตัวมา หากได้รับการหนุนเสริมด้วยพรแสวง ก็จะยิ่งช่วยให้มีศักยภาพและเติบโตได้เป็นอย่างดี การมาร่วมงานในครั้งนี้ ขอให้นำจุดเด่นและแนวปฏิบัติที่ดีของโรงเรียนอื่นมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของโรงเรียนตนเองผมเชื่อว่า แม้ทุกคนจะเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีสมรรถนะ พร้อมเติบโตและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเสริมว่า กสศ. เชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน และควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพนั้นอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเผชิญข้อจำกัดรูปแบบใดก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าระบบการศึกษาจะสามารถสร้าง "เด็กที่เรียนเก่งที่สุด" ได้หรือไม่ หากแต่คือระบบการศึกษาจะสามารถส่งเสริมให้ "เด็กแต่ละคนได้ค้นพบคุณค่าของตน และเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้อย่างไร" 

กสศ. จึงได้ริเริ่มโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ในปี 2562 ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้สามารถพัฒนาตนเองได้ทั้งระบบ (Whole School Approach) 4 ปีแห่งการดำเนินงาน นำไปสู่การทลายกำแพงและกรอบของคำว่า Program หรือ Project ไปสู่ Movement ของการทำงานร่วมกันไปสู่การเป็น Education Systems Transformation สู่โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQM  

จากการทำงานที่ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 1,500 โรงเรียน ในพื้นที่กว่า 49 จังหวัด มีนักเรียนได้รับประโยชน์กว่า 385,000 คน ขณะเดียวกันยังเกิดครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่เป็นแกนนำการเปลี่ยนแปลง หรือ Agentic Person จำนวนมาก รวมถึงมีหน่วยงานต้นสังกัดและภาคีในพื้นที่เข้ามาร่วมเชื่อมโยงแผนบูรณาการทรัพยากร และมีโรงเรียนกว่า 3,600 แห่งนำระบบ Q-Info ไปใช้ติดตามและสนับสนุนนักเรียน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ครู หน่วยงานต้นสังกัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และภาคีทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเติมพลังให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง

TSQM จึงไม่เพียงแต่เป็นโครงการพัฒนาโรงเรียน หากแต่เป็น "ขบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และการขับเคลื่อนวาระคุณภาพโรงเรียน" กสศ. เชื่อว่า โรงเรียนทุกแห่งมีคุณค่าของตนเอง และมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ โรงเรียนไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบอกว่าควรทำอะไร เพราะโรงเรียนมีอิสระในการออกแบบการพัฒนาของตนเอง สิ่งที่ กสศ. ทำคือการเข้าไปเป็น “ลมใต้ปีก” เชื่อมโยงองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย เป็นเพื่อนร่วมทาง และเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนได้เรียนรู้จากกันและกัน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากภายในโรงเรียนเอง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top