546.jpg
DPU ผนึกกำลัง อาจารย์จอย-ศุภสิริ สร้าง สถาปนิกสุขภาพ รุ่นใหม่

DPU ผนึกกำลัง อาจารย์จอย-ศุภสิริ สร้าง สถาปนิกสุขภาพ รุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.
Tag :

DPU ผนึกกำลัง “อาจารย์จอย-ศุภสิริ” สร้าง “สถาปนิกสุขภาพ” รุ่นใหม่ ชูกลยุทธ์ One Page Marketing Plan ปฏิวัติธุรกิจอาหารไทยสู่เวทีเวลเนสระดับโลก

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ขับเคลื่อนหลักสูตร “ปรุงสุข” ภายใต้โครงการ Skill Bridge พร้อมเปิดเวที CONTENT HACKATHON สุดเข้มข้น เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการสู่การเป็น “สถาปนิกสุขภาพ” ที่เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจาก “อาจารย์จอย-ศุภสิริ ไพรศุภา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจอาหารนวัตกรรมจากแบรนด์ Siamvana และเจ้าของรางวัล Best of the Best – DIPROM DIMARC Innovation Award ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการ Pitching ที่ผ่านสนามการแข่งขันมากกว่า 100 เวที และได้รับเงินลงทุนจากรายการ Shark Tank มาถ่ายทอดกลยุทธ์ “One Page Marketing Plan ปั้นธุรกิจอาหารให้โตได้ ด้วยแผนการตลาดหน้าเดียว” เพื่อแก้ Pain Points ของ “ผู้ประกอบการ” ที่มักเผชิญภาวะทำการตลาดแบบหว่านแหแต่ยอดขายไม่ขยับ หรือไม่ก็ยุ่งกับการจัดการร้านจนไม่มีเวลาทำแผนการตลาดอย่างเป็นระบบ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์


สำหรับแผนการตลาดหน้าเดียว “อาจารย์จอย-ศุภสิริ” เริ่มต้นอธิบายว่า ถูกออกแบบมาเพื่อสรุปกลยุทธ์ที่ซับซ้อนให้จบในหนึ่งหน้า เพื่อเปลี่ยนลูกค้าจาก “คนแปลกหน้า” ให้กลายเป็น “แฟนพันธุ์แท้” โดยมีหัวใจสำคัญคือการนำไปใช้ได้จริงทุกวัน เขียนเสร็จได้ภายในวันเดียว และต้องวัดผลพร้อมปรับปรุงในทุก 90 วัน เพื่อให้ธุรกิจอาหารเติบโตต่อเนื่อง ผ่าน 3 โครงสร้างหลัก ได้แก่

1. การวางรากฐานในระยะก่อนเป็นลูกค้า (Before Phase) “อาจารย์จอย-ศุภสิริ” บอกว่า ผู้ประกอบการต้องเลิกหว่านแหและหันมาเลือก Target Market ให้ชัดเจน เนื่องจากสินค้าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทุกคน ขณะที่การสร้าง Message ต้องมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะทาง และมี Call-to-Action ที่ทรงพลังเพื่อไม่ให้โฆษณาถูกมองข้าม นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องวิเคราะห์ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า หรือ Customer Acquisition Cost (CAC) เพื่อเปรียบเทียบกับ มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า หรือ Customer Lifetime Value (LTV) เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนนั้นมีความคุ้มค่าสูงสุด

2. การสร้างความสัมพันธ์ในระยะระหว่างการตัดสินใจ (During Phase) “อาจารย์จอย-ศุภสิริ” อธิบายว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้าครั้งแรกผ่านระบบ Lead Capture เนื่องจากมีลูกค้าเพียง 3% เท่านั้น ที่พร้อมซื้อทันที ขณะที่อีก 37% แม้จะสนใจแต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะซื้อ แบรนด์จึงควรใช้กลยุทธ์ Irresistible First-Time Offer เพื่อลดความลังเลของลูกค้าในการสั่งซื้อครั้งแรก ควบคู่ไปกับการออกแบบขั้นตอนการซื้อขายให้ง่ายที่สุดผ่าน Frictionless Buying Process เช่น การใช้ระบบ LINE MYSHOP และการรับประกันการจัดส่งตรงเวลาภายใน 45 นาที เพื่อทลายกำแพงความกังวลของลูกค้า

3. สำหรับช่วงหลังการขาย (After Phase) “อาจารย์จอย-ศุภสิริ” ได้หยิบยก “การสร้างความยั่งยืน” ด้วยประสบการณ์ระดับโลกอย่าง World Class Experience ของแบรนด์ร้านอาหาร Haidilao ที่เปลี่ยนการรอคอยเป็นความประทับใจด้วยบริการทำเล็บฟรีและยังนำ “ตุ๊กตาตัวใหญ่” มานั่งเป็นเพื่อนลูกค้าที่มาคนเดียว พร้อมทั้งระบุว่า “การหาลูกค้าใหม่นั้น” มีต้นทุนที่แพงกว่าการรักษาลูกค้าเก่าถึง 5-7 เท่า ธุรกิจจึงควรใส่ใจเทคนิคการกระตุ้นการบอกต่อด้วย โดยเฉพาะกลยุทธ์ “ฮีโร่ของออฟฟิศ” ของแบรนด์โดนัทชื่อดังอย่าง Krispy Kreme ที่เน้นการซื้อไปแบ่งปันเพื่อนร่วมงานจนเกิดการบอกต่อแบบ 1 ต่อ 10 หรือการแจก Voucher ที่เปลี่ยนส่วนลดธรรมดาเป็น “ตั๋วเชิญ” ให้ลูกค้าเก่านำไปแจกต่อแก่คนรอบตัวแทนสะสมแต้ม เพื่อรับเมนูพิเศษอย่างเนื้อวากิวฟรี ซึ่งเป็นกลวิธีที่ช่วยเพิ่ม LTV ของลูกค้าได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ “อาจารย์จอย-ศุภสิริ” ยังได้เพิ่มเติมกรณีศึกษาการยกระดับซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมอย่าง EREWHON ที่ประสบความสำเร็จจากแคมเปญ Celebrity Smoothies ราคาแก้วละเกือบ 1,000 บาท ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ที่เน้นความสุนทรีย์ในแบบ Aesthetic จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์หรูหรา เช่นเดียวกับแบรนด์ “ทองสมิทธ์” ก๋วยเตี๋ยวเรือชื่อดังในประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จจากการเจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง และเพิ่มมูลค่าต่อบิลได้มหาศาลจากการขายเครื่องเคียงอย่าง “ขนมถ้วย” จนกลายเป็นเมนูคู่กันที่ต้องสั่งทุกครั้งเมื่อใช้บริการ

สำหรับการอบรมเชิงลึกในโมดูลการวางแผนการตลาดและนวัตกรรมธุรกิจอาหารครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้หลักสูตร “ปรุงสุข” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนอกจากจะมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการสู่การเป็น “สถาปนิกสุขภาพ” ที่เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบัน พร้อมก้าวเป็นผู้นำเทรนด์เวลเนสโลกแล้ว การขับเคลื่อนทักษะแห่งอนาคตในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาศักยภาพบุคคลของมหาวิทยาลัยที่นำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายวิชาการ ร่วมผลักดันและมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก

และในโอกาสที่ได้มาเยือน DPU ครั้งนี้ “อาจารย์จอย-ศุภสิริ” ยังมอบแรงบันดาลใจแก่เหล่าสถาปนิกสุขภาพรุ่นใหม่ว่า “แผนการตลาดที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ใช่แผนที่หนา 100 หน้า แต่คือแผน 1 หน้า ที่ถูกนำไปลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ และพร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามพฤติกรรมของลูกค้าหรือเทรนด์ที่เปลี่ยนไป เพราะไม่มีแผนไหนที่ดีที่สุด มีแต่แผนที่ปรับตัวได้ไวที่สุด จึงจะอยู่รอดได้ในยุคเทคโนโลยี AI แบบนี้” พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยวลีสั้นๆ ว่า “Let’s Make It Happen” เพื่อปลุกพลังให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นลงมือเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกธุรกิจทันที

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top