วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
“Super LBA รุ่น 3” คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU ดึง 4 บิ๊กเนมระดมสมอง ฝ่ามรสุมวิกฤตโลก กะเทาะเปลือกเศรษฐกิจดิจิทัล-เอไอ พลิกโมเดลนวัตกรรมนำธุรกิจไทยอยู่รอด
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้นำยุคใหม่ จัดการเรียนการสอนในหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 ภายใต้โมดูลที่ 1 "Key Success and Digital Mindset การบริหารสำหรับผู้นำยุคดิจิทัล" เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้เชิงลึกด้านกฎหมายควบคู่ภาวะผู้นำเชิงบริหาร และเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในยุคดิจิทัล ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้บริหารอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดฉากความรู้ด้วยการวิเคราะห์ “โอกาสของธุรกิจไทยในยุคดิจิทัล : อุปสรรคและความท้าทาย” โดย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อด้วยการเจาะลึก “การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคตลาดทุน : Future is now” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ “Digital Transformation in Action: นำองค์กรให้รอดและรุ่ง ในยุคเเห่งความเปลี่ยนแปลง” โดย คุณฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ก่อนปิดท้ายการเรียนรู้ด้วยช่วง CEO Talk ในหัวข้อ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: ความท้าทายในการเข้าสู่ OECD ของไทย” โดย คุณธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีและโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "4 Go"
เร่งเปลี่ยนผ่านเพื่อความอยู่รอด
ในส่วนของเนื้อหาการบรรยาย คุณเกรียงไกร เริ่มต้นด้วยการฉายภาพสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานผันผวนที่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อไทย การพึ่งพาแรงงานเข้มข้นในอุตสาหกรรมดั้งเดิมกำลังถึงทางตันเมื่อต้องแข่งกับโรงงานอัจฉริยะที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกที่สูงถึง 5.43 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การตั้งรับแบบเดิมจึงมีความเสี่ยงสูง ทางรอดเดียวคือการเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตสู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรม โดยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อบ่มเพาะองค์ความรู้เชิงลึก
ความเร็วของกระแสการเปลี่ยนแปลงรายนาที บีบให้ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่สร้างบุคลากรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สูงถึงปีละ 1.3 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่า จนนำไปสู่การพัฒนาโรงงานมืดหรือโรงงานอัจฉริยะ (Dark Factory) ที่ใช้ระบบอัตโนมัติทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์หรือเปิดระบบปรับอากาศเพื่อลดต้นทุนพลังงาน ศักยภาพการผลิตที่เหนือกว่าในราคาที่ต่ำกว่านี้ทำให้สินค้าจีนส่งออกไปครองส่วนแบ่งตลาดโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ ภาคธุรกิจไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเร่งสลัดโมเดลเก่าที่เน้นแรงงาน แล้วหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อสร้างอำนาจการแข่งขันที่แท้จริง
ส่วนประเด็นการปฏิรูปกฎระเบียบที่ล้าสมัยกว่า 120,000 ฉบับ คุณเกรียงไกรเสนอว่า การปรับลดกฎหมายให้เหลือเพียงใบอนุญาตใบเดียว (One License) จะช่วยลดต้นทุนแฝงมหาศาลและเพิ่มความโปร่งใส สอดรับกับการปูพรมเม็ดเงินของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง แอมะซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) ที่ประกาศแผนการลงทุนในไทยกว่า 200,000 ล้านบาท รวมถึงกูเกิลที่เริ่มย้ายฐานเข้ามาวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค นอกจากนี้ ภาคธุรกิจต้องขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทางยุทธศาสตร์ "4 Go" ประกอบด้วย Go Digital, Go Green, Go Innovation และ Go Low Carbon เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล โดยประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท. ยังระบุเน้นย้ำว่า “นวัตกรรมคือเครื่องมือเดียว” ที่จะพาประเทศพ้นจากสงครามราคา และ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความได้เปรียบทางธุรกิจ” แต่คือเรื่องความเป็นความตายของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
“Future is now” ปรับกลยุทธ์ตลาดทุนไทยสู่ความยั่งยืน
เชื่อมโยงระบบนิเวศการเงินยุคใหม่ พร้อมเร่งสร้างคนสู่สถานะผู้สร้างเทคโนโลยี
ขณะที่ ระบบการเงินและอุตสาหกรรมตลาดทุน ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ อธิบายภาพการเปลี่ยนผ่านเชิงตรรกะของเทคโนโลยีในปัจจุบันว่า โครงสร้างคอมพิวเตอร์ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเก็บข้อมูล แต่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่เข้าใจบริบทภาษาและสามารถตัดสินใจเชิงวิเคราะห์ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการควบคุมในพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์เดิม ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ไร้รอยต่อในระดับสากล
โดยการขับเคลื่อนกลยุทธ์ "Digital Fight Digital" หรือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงระงับภัยเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องผู้ลงทุนจากอาชญากรรมไซเบอร์สมัยใหม่ มาตรการนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและปิดกั้นข้อมูลที่ผิดกฎหมายได้สูงถึง 5,000 ถึง 6,000 รายการต่อวัน ผ่านการฝึกฝนระบบอัลกอริทึมให้มีความสามารถในการจำแนกเนื้อหาอันตรายแทนการใช้แรงงานมนุษย์ อีกทั้งการบูรณาการระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับกระบวนการยุติธรรมภาครัฐยังช่วยลดอุปสรรคด้านเวลาทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความฉับไวและโปร่งใสมากขึ้น
ในส่วนมิติของนวัตกรรมการเงินที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าจากสิทธิ์ที่ไม่มีตัวตน ผ่านกระบวนการแปรสินทรัพย์เป็น Tokenization เพื่อเปิดโอกาสให้สินทรัพย์ทุกรูปแบบสามารถแปลงสภาพเป็นหน่วยลงทุนดิจิทัลที่ซื้อขายได้รวดเร็ว ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ ประเมินว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะกลายเป็นเครื่องมือหลักของการระดมทุนในอนาคต ทว่า “ความเชื่อถือ” ได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในโลกการเงินดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการวางระบบธรรมาภิบาลข้อมูลหรือ AI Governance เพื่อป้องกันปัญหาความคลาดเคลื่อน หรืออาการหลอนของข้อมูลในกรณีที่นำมาใช้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่มีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ ยังกล่าวถึงปัจจัยที่น่ากังวลของประเทศไม่ใช่เพียงจำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือปีละสามแสนกว่าคน แต่คือความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพและทักษะขั้นสูงในระบบการศึกษาไทย การส่งเสริมและปรับโครงสร้างบุคลากรในสายงานกลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์หรือ STEM ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการยกระดับผลิตภาพเพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทของประชากรจากการเป็นเพียงผู้บริโภค หรือผู้ใช้งานทั่วไปให้ก้าวสู่สถานะการเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยี”
“เป้าหมายสำคัญที่คนไทยต้องก้าวไปให้ถึงเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกคือการเปลี่ยนผ่านตนเองไปสู่การเป็น ผู้สร้างเทคโนโลยี เพราะในสภาวะที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์และระบบโรบอติกส์จะเป็นคำตอบเดียวที่จะเข้ามาช่วยทดแทนกำลังคนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือโมเดลโรงงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่สามารถรันระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในสภาวะไร้แสงไฟได้ ฉะนั้นหากเรายังพอใจกับการเป็นเพียงผู้บริโภคที่เดินตามหลังนวัตกรรมของผู้อื่น เราจะไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้เลย การร่วมมือกันสร้างคนที่มีความรู้ด้านดิจิทัลอย่างจริงจังในวันนี้จึงเป็นการวางรากฐานเพื่อกำหนดความอยู่รอดของประเทศชาติในอนาคตอย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ ระบุ
พลิกโมเดลธุรกิจ “Asset Light” ขับเคลื่อนด้วยขีดความสามารถ AI
กางยุทธศาสตร์ลดต้นทุนตลาด 30% พร้อมยกระดับระบบวิเคราะห์บริหารคน
ทางด้าน การปรับตัวของภาคธุรกิจพาณิชย์และภาคการธนาคาร คุณฐากร ได้แบ่งปันเคล็ดลับการบริหารว่า องค์กรต้องลดต้นทุนทางกายภาพและเปลี่ยนสู่โมเดลธุรกิจที่เน้นสินทรัพย์น้อยแต่มีความคล่องตัวสูง เพื่อให้สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในงานปฏิบัติการจริง ซึ่งมีการจำแนกออกเป็นกลุ่มพยากรณ์และกลุ่มสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ช่วยลดต้นทุนด้านการตลาดได้ถึงร้อยละ 30 และมีระบบอัจฉริยะตรวจสอบความถูกต้องของแคมเปญการตลาดกว่า 5,000 รายการ ซึ่งช่วยลดเวลาทำงานจากเดิม 3 วันให้เหลือเพียง 3 นาที ตลอดจนลดต้นทุนการดำเนินการอื่นๆ ได้อย่างมหาศาล
ควบคู่ไปกับมิติด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลผ่านระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ที่สามารถพยากรณ์แนวโน้มพฤติกรรมและการลาออกของพนักงานล่วงหน้าได้แม่นยำสูงถึงร้อยละ 80 จากดัชนีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง เช่น ระยะทางเดินทางหรือพฤติกรรมหน้างาน รวมถึงข้อมูลหน้างานจริงที่ระบุว่า แรงงานกลุ่มบริการที่มีความรับผิดชอบและทนแรงกดดันได้ดีที่สุด มักเป็นกลุ่มลูกคนโตที่แต่งงานและมีบุตรแล้ว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้องค์กรวางแผนทดแทนกำลังคนที่หายไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ยังระบุด้วยว่า นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์คือ คำตอบในการทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปในสภาวะความผันผวนเชิงโครงสร้างประชากรระยะยาว และที่สำคัญธุรกิจต้องเปลี่ยนจากสถานะผู้ใช้งานมาเป็น “ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม” เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสที่ไม่มีใครตามทัน
“ในสภาวะที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์จะเป็นคำตอบสำคัญที่เข้ามาทดแทนกำลังคนที่หายไป ธุรกิจไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสถานะจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อกำหนดทิศทางความอยู่รอด เพราะหากเราสามารถปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ทันท่วงที ความท้าทายในวันนี้จะกลายเป็นเกราะป้องกัน และโอกาสมหาศาลในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน”
เปลี่ยน “CSR” เป็นหน้าที่ด้วยมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล
เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ NAP ปูทางประเทศไทยสู่สมาชิก "OECD"
ปิดท้ายในส่วนของ การยกระดับมาตรฐานธุรกิจสู่สากลโดย คุณธีรยุทธ ในฐานะรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานผู้ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ชี้ให้เห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 เป็นหมุดหมายสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายให้สอดรับกับหลักสากล ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนหลักแล้วจำนวน 8 ฉบับ จากทั้งหมด 9 ฉบับ โดยมีเป้าหมายหลักในการปรับฐานแนวคิดของภาคธุรกิจจากการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแบบสมัครใจ ไปสู่หน้าที่ในการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแนวทางปฏิบัติภายใต้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วย ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนนั้น มี 4 ประเด็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญประกอบด้วย ด้านแรงงาน ด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านนักปกป้องสิทธิ และด้านการลงทุนระหว่างประเทศ โดยการดำเนินงานต้องตั้งอยู่บนสามเสาหลักตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติ คือการคุ้มครองจากภาครัฐ การเคารพจากภาคธุรกิจ และการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านตลอดห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกยกระดับไปสู่สภาพบังคับทางกฎหมาย
ขณะที่ความท้าทายสำคัญในการผ่านเกณฑ์ประเมินทางเทคนิคขั้นที่ 6 เจาะลึกไปที่ มาตรฐานระดับสูงของสากลซึ่งมุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการแก้ไขปัญหาการฟ้องปิดปากกลุ่มนักปกป้องสิทธิ ภาคธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและการประมงที่นานาชาติต่างให้ความกังวลสูงเป็นพิเศษ ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงต้องเร่งวางรากฐานนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิที่จะนำไปสู่การยอมรับในเวทีสากลในระยะยาว
ในโอกาสนี้ คุณธีรยุทธ ยังกล่าวย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า “การก้าวเข้าสู่สมาชิกภาพขององค์กรระดับโลกไม่ใช่เพียงเรื่องของความภาคภูมิใจ แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้ทัดเทียมอารยประเทศ ดังนั้นสิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นอุปสรรค หรือต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ แต่คือโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระดับสากลที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแปรเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติจริง”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี