533.jpg
ศิลปกรรมศาสตร์ DPU บูรณาการ 3 สาขา ปลุกศักยภาพนักศึกษาปี 1 ผ่านโจทย์ DPU for the Better Life

ศิลปกรรมศาสตร์ DPU บูรณาการ 3 สาขา ปลุกศักยภาพนักศึกษาปี 1 ผ่านโจทย์ DPU for the Better Life

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.
Tag :

หลักสูตรศิลปะและการออกแบบสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้โปรเจกต์ปลายภาค จาก 3 สาขาวิชาเอก ได้แก่ การออกแบบและธุรกิจแฟชั่น การออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ และการออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน ภายใต้แนวคิด “DPU for the Better Life” เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ ลานใต้อาคาร 6 DPU โดยมุ่งให้นักศึกษาเรียนรู้กระบวนการออกแบบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การพัฒนาแนวความคิด การเลือกใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ตลอดจนการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

การจัดการเรียนการสอนครั้งนี้นับเป็นปีแรกที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ปรับรูปแบบวิชาเตรียมความพร้อม โดยแยกนักศึกษาให้เรียนรู้กับอาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกของตนโดยตรง ก่อนนำองค์ความรู้ของแต่ละสาขามาบูรณาการร่วมกันในช่วงท้ายของภาคการศึกษา เพื่อช่วยให้นักศึกษาใหม่เข้าใจตัวตนของสาขาวิชาที่เลือกเรียน มองเห็นเส้นทางการเรียนในชั้นปีต่อไป และเกิดความผูกพันกับเพื่อน อาจารย์ และสภาพแวดล้อมภายในคณะตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัย


ปูพื้นฐานแฟชั่น เชื่อมอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับเทคโนโลยี AI

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กมลวรรณ พัชรพรพิพัฒน์ สารสุข อาจารย์สาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า การเรียนการสอนดังกล่าวได้ทำการออกแบบสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งเพิ่งเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย โดยคณะได้ให้อาจารย์แต่ละสาขาวิชาเอกคัดเลือกรายวิชาที่เหมาะสำหรับใช้เป็นวิชาเตรียมความพร้อม

รายวิชาเหล่านี้ไม่ได้มุ่งให้ความรู้เชิงวิชาชีพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รู้จักอาจารย์ เพื่อนร่วมสาขา ตลอดจนเรียนรู้ทักษะและองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานในอนาคต

สำหรับสาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น นักศึกษาเรียนในรายวิชาการวาดภาพแฟชั่นเชิงสร้างสรรค์ โดยเริ่มตั้งแต่การวาดโครงสร้างร่างกายมนุษย์ การวาดหุ่นแฟชั่น การวาดเสื้อผ้า ตลอดจนการสื่อสารแนวความคิดด้านการออกแบบผ่านภาพวาด เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจว่าก่อนที่เสื้อผ้าหนึ่งชุดจะถูกผลิตขึ้นจริง นักออกแบบจำเป็นต้องถ่ายทอดแนวคิด รูปทรง สัดส่วน วัสดุ และรายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจนผ่านกระบวนการวาดและการออกแบบ

ในช่วงหลังของรายวิชา นักศึกษาได้เรียนรู้การใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น กระดานวาดภาพดิจิทัล Wacom แท็บเล็ต และโปรแกรมสำหรับการวาดภาพ รวมถึงการใช้ Generative AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการออกแบบ นักศึกษาหลายคนเพิ่งเคยใช้อุปกรณ์หรือโปรแกรมเหล่านี้เป็นครั้งแรก จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่และทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยพัฒนาแนวคิดให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ในกระบวนการเรียนไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เทคโนโลยีสร้างผลงานทั้งหมดแทนนักศึกษา แต่เน้นให้นักศึกษาเป็นผู้กำหนดแนวคิด ศึกษาข้อมูล สเก็ตช์ผลงาน และวางกระบวนการสร้างสรรค์ด้วยตนเองก่อน จากนั้นจึงใช้ AI ช่วยรวบรวมข้อมูล ต่อยอดแนวความคิด ปรับรายละเอียด หรือช่วยนำเสนอผลงานให้น่าสนใจมากขึ้น

โจทย์สำคัญของนักศึกษาแฟชั่นคือโปรเจกต์ปลายภาค โดยให้นำแนวคิด “DPU for the Better Life” มาผสมผสานกับโครงการประกวด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยให้นักศึกษาเริ่มต้นจากการสำรวจว่าตนเองมาจากจังหวัดใด และจังหวัดนั้นมีผ้าพื้นถิ่น ลวดลาย วัสดุ หรืออัตลักษณ์สำคัญอะไร ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาเป็นแนวคิดในการออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัย

นักศึกษาบางคนนำผ้าพื้นถิ่นมาผสมผสานกับแนวคิดโลกอนาคต เช่น การออกแบบแฟชั่นภายใต้บรรยากาศ Y3K หรือจินตนาการถึงมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในปี ค.ศ. 3000 จากนั้นใช้ AI ช่วยจำลองฉากและบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัย เพื่อนำเสนอว่านางแบบที่สวมใส่ชุดจากผ้าไทยจะปรากฏอยู่ในโลกอนาคตอย่างไร

เกณฑ์สำคัญในการพิจารณาผลงานไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงกระบวนการคิด ความคิดสร้างสรรค์ การเลือกใช้ AI อย่างเหมาะสม ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำเสื้อผ้าไปตัดเย็บเพื่อสวมใส่จริง

ในงานนี้ มีการคัดเลือกผลงานโปรเจกต์ปลายภาคดีเด่น สาขาวิชาเอกละ 1 คน โดยผู้สอนและอาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกเป็นผู้พิจารณาคัดเลือก สำหรับสาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น ผลงานที่ได้รับรางวัลได้แก่ นายวีระพล หมื่นอนันต์ โดยผลงานสะท้อนให้เห็นว่า นักศึกษาเป็นเจ้าของแนวคิดผลงานสร้างสรรค์ของตนเอง และใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเสริมคุณภาพของงาน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นหรือผู้สร้างผลงานแทนทั้งหมด

ดร.สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล: ฝึกคิดแบบนักออกแบบ ก่อนเริ่มใช้โปรแกรมและเทคโนโลยี

ดร.สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกการออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า รายวิชาที่เลือกใช้เตรียมความพร้อมนักศึกษากราฟิกคือวิชาความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบกราฟิก หรือ Creative Thinking ซึ่งมุ่งฝึกให้นักศึกษาเข้าใจกระบวนการคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Process ก่อนเริ่มต้นใช้โปรแกรมและอุปกรณ์ดิจิทัล

แนวทางการสอนให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจโจทย์ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ การกำหนดแนวความคิด และการทดลองพัฒนารูปแบบผลงาน เพราะการออกแบบกราฟิกที่มีคุณภาพไม่ได้เริ่มต้นจากความสามารถในการใช้โปรแกรมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการคิดอย่างเป็นระบบและสามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการออกแบบได้

สำหรับโปรเจกต์ปลายภาค นักศึกษาได้รับโจทย์ให้ออกแบบตัวละคร หรือ Character Design ภายใต้แนวคิด “DPU for the Better Life” เนื่องจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ยังไม่ได้เรียนรู้โปรแกรมเชิงลึกมากนัก การออกแบบคาแรกเตอร์จึงเป็นโจทย์ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถถ่ายทอดความคิดผ่านการวาด การสเก็ตช์ และการสร้างเรื่องราวได้อย่างอิสระ

ก่อนเริ่มต้นออกแบบ นักศึกษาต้องสำรวจความรู้สึกของตนเองว่า การเข้ามาเรียนที่ DPU ทำให้ชีวิตดีขึ้นในด้านใดบ้าง เช่น การมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี การได้พบเพื่อนใหม่ การสร้างมิตรภาพ การเรียนรู้เทคโนโลยี การสัมผัสนวัตกรรม หรือการได้ค้นพบความสามารถใหม่ของตนเอง จากนั้นจึงรวบรวมความคิดเหล่านี้และพัฒนาออกมาเป็นตัวละครหนึ่งตัว

ผลงานของนักศึกษาแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกันตามประสบการณ์และมุมมองส่วนบุคคล นักศึกษาบางคนมองว่าพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยมีความร่มรื่นและเต็มไปด้วยต้นไม้ จึงออกแบบตัวละครในลักษณะต้นไม้ที่สามารถเดินและใช้ชีวิตร่วมกับนักศึกษาได้ ขณะที่บางคนออกแบบตัวละครเป็นลูกเป็ด เพื่อสื่อถึงการเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลาย สามารถเรียนรู้และทำสิ่งต่าง ๆ ได้หลายด้าน

นักศึกษาจะเริ่มต้นด้วยการวาดและสเก็ตช์ผลงานด้วยตนเอง ก่อนทดลองใช้ AI ช่วยสร้างภาพในรูปแบบดิจิทัล จากนั้นจึงเปรียบเทียบว่างานที่เกิดจากลายเส้นของตนเองและงานที่ AI ช่วยประมวลผลมีข้อดีหรือข้อจำกัดแตกต่างกันอย่างไร กระบวนการดังกล่าวช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้การเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ แทนการยอมรับผลลัพธ์จาก AI โดยไม่ผ่านการวิเคราะห์

หนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลผลงานโปรเจกต์ปลายภาคดีเด่น ได้แก่ ผลงานของนางสาวกัญญาณัฐ  ทองบัวแก้ว เป็นคาแรกเตอร์รูปเป็ดที่สามารถบินได้ นักศึกษาอธิบายว่า แม้ตามธรรมชาติเป็ดอาจไม่ได้โดดเด่นด้านการบิน แต่คาแรกเตอร์ที่ออกแบบเป็นเป็ดที่พร้อมออกไปเผชิญโลกกว้าง สะท้อนถึงการเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วได้รับการพัฒนาศักยภาพจนสามารถทำสิ่งที่เคยคิดว่าทำไม่ได้

ผลงานดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเนื่องจากตอบโจทย์ “DPU for the Better Life” ได้ชัดเจน มีความคิดสร้างสรรค์ และสะท้อนกระบวนการออกแบบที่นักศึกษาเรียนมาตลอดภาคการศึกษา ตั้งแต่การตีความโจทย์ การพัฒนาคอนเซ็ปต์ การออกแบบรูปทรง การเลือกใช้สี ไปจนถึงการจัดวางองค์ประกอบทางกราฟิกอย่างเป็นระบบ

อาจารย์นลินา องคสิงห: ออกแบบพื้นที่จากพฤติกรรมมนุษย์ สร้างสรรค์ได้แต่ต้องสร้างจริง

อาจารย์นลินา องคสิงห อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกการออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การเรียนของนักศึกษาสาขาการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในให้ความสำคัญกับแนวความคิดในการออกแบบ โดยแม้ทั้งสามสาขาจะอยู่ภายใต้ศาสตร์ด้านศิลปกรรมเหมือนกัน แต่แต่ละศาสตร์มีธรรมชาติและรายละเอียดเฉพาะที่แตกต่างกัน

หลักการร่วมกันของทั้งสามสาขาคือการเรียนรู้กระบวนการออกแบบ การคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ใช้ความรู้ และการสร้างผลงานจริง แต่จุดเด่นของการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในคือ ทุกแนวคิดต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขของความเป็นจริง สามารถก่อสร้างได้ มีความแข็งแรง และรองรับการใช้งานของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย

อาจารย์วีร์ธิดา รุ่งเรืองธนไพศาล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกการออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน ผู้สอนในช่วงครึ่งเทอมแรก กล่าวว่า แม้จะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ผู้สอนก็เริ่มเปิดมุมมองให้เห็นถึงโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม วัสดุ และข้อจำกัดในการก่อสร้าง เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ควรหยุดอยู่ที่ภาพสวยงามหรือรูปทรงที่แปลกใหม่ แต่ต้องสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่หรือชิ้นงานที่สร้างขึ้นได้จริง

ในช่วงเริ่มต้น นักศึกษาจะได้รับการส่งเสริมให้ปล่อยจินตนาการและใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ก่อนเรียนรู้กระบวนการเปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรม ผ่านการกำหนด Design Concept การเลือกองค์ประกอบ รูปทรง จังหวะ ความสมดุล วัสดุ โครงสร้าง และประโยชน์ใช้สอย

สำหรับโปรเจกต์ปลายภาค  แนวคิด “Better Life” ในมุมมองของการออกแบบภายในยังครอบคลุมถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงผู้ใช้งานที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย เช่น ผู้ใช้รถเข็น ตลอดจนการสร้างพื้นที่ที่ตอบสนองต่อสภาพจิตใจและวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน อีกทั้งพื้นที่ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สำหรับทำงานหรือทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายตลอดเวลา แต่อาจเป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อน ปล่อยความคิด ลดความเครียด หรือใช้เวลาอยู่กับตนเองโดยไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดเป็นพิเศษ

โจทย์โครงงานของนักศึกษาคือการออกแบบพื้นที่ หรือ Space สำหรับรองรับกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยนักศึกษาต้องศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ระยะการใช้งานตามหลัก Human Scale บริบทของพื้นที่โดยรอบ ตลอดจนเลือกวัสดุและโครงสร้างให้เหมาะสม นักศึกษาต้องกำหนดด้วยว่าพื้นที่ดังกล่าวจะตั้งอยู่บริเวณใด เช่น ภายในสวน ริมแม่น้ำ หรือพื้นที่สาธารณะรูปแบบอื่น เพราะบริบทมีผลโดยตรงต่อรูปทรง วัสดุ การจัดวาง และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

นักศึกษาต้องจัดทำแบบจำลอง หรือโมเดล ควบคู่กับแผ่นนำเสนอที่แสดงแนวความคิด ไดอะแกรม รูปด้าน และภาพ Perspective โดยสามารถใช้ AI ช่วยจัดรูปแบบแผ่นนำเสนอหรือพัฒนา Template ให้มีความเรียบร้อยและสื่อสารแนวคิดได้ชัดเจนขึ้น

การให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สร้างโมเดลถือเป็นความท้าทาย เพราะทักษะดังกล่าวมักปรากฏในรายวิชาระดับชั้นปีที่สูงขึ้น ผู้สอนจึงให้คำแนะนำตั้งแต่เทคนิคการตัด การประกอบ ไปจนถึงการเลือกซื้อวัสดุ ผลงานที่ออกมาสร้างความประหลาดใจให้กับทีมอาจารย์ เนื่องจากนักศึกษาสามารถนำความรู้มาประมวลและสร้างแบบจำลองที่มีคุณภาพได้เกินกว่าที่คาดหมาย

สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาเอกการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในที่ได้รับรางวัลผลงานโปรเจกต์ปลายภาคดีเด่น ได้แก่ นางสาวนชกมล เหมือนกลัด โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกผลงานเด่นของสาขาพิจารณาจากความครบถ้วนของกระบวนการ ตั้งแต่การกำหนดแนวความคิด การพัฒนาองค์ประกอบ การใช้จังหวะและความสมดุล การคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย ความแข็งแรงของวัสดุและโครงสร้าง ตลอดจนความปลอดภัยของผู้ใช้งาน เพราะผลงานด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายในไม่สามารถเป็นเพียงความฝันที่สวยงาม หากต้องสามารถพัฒนาและสร้างขึ้นได้จริง

ปีแรกของการปรับรูปแบบ สร้างความผูกพันกับสาขาตั้งแต่เริ่มเรียน

ทีมอาจารย์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ในภาคการเรียนเตรียมความพร้อม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มักเรียนรายวิชาพื้นฐานร่วมกัน โดยมีอาจารย์ผู้สอนสองถึงสามคนและใช้เนื้อหากลางร่วมกัน แต่ในปีการศึกษานี้ได้ปรับให้นักศึกษาแยกเรียนกับอาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกตั้งแต่ต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้สัมผัสบรรยากาศและตัวตนของสาขาที่ตนเลือกอย่างชัดเจนขึ้น นักศึกษาจะได้เห็นผลงานของอาจารย์ ผลงานของรุ่นพี่ เครื่องมือที่ใช้ในการเรียน และลักษณะการทำงานของนักออกแบบในแต่ละแขนง ทำให้มองเห็นภาพว่าตนเองจะได้เรียนอะไรในชั้นปีที่ 2 ปีที่ 3 และปีที่ 4  นอกจากนี้ การได้ชมและเรียนรู้ผลงานจากนักศึกษาต่างสาขาวิชาผ่านการแสดงผลงานศิลปะ ภายใต้แนวคิด “DPU for the Better Life” ยังช่วยเปิดมุมมองให้นักศึกษาเห็นถึงความหลากหลายของแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ในโลกศิลปะได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยแต่ละสาขาวิชาสามารถนำองค์ความรู้ ทักษะ และมุมมองที่แตกต่างมาบูรณาการร่วมกันจนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนแนวคิดใหม่ ๆ การเรียนรู้ลักษณะนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในบริบทของศิลปะเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่ศาสตร์อื่น ๆ รวมถึงการประยุกต์ใช้ในสายอาชีพและการทำงานในอนาคตได้อีกด้วย ส่งผลให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของการคิดเชิงสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคปัจจุบัน

แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดความรู้สึกท้อหรือหมดไฟในช่วงปีแรก ซึ่งมักเต็มไปด้วยรายวิชาพื้นฐาน เพราะเมื่อนักศึกษาได้ทดลองทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาชีพของตนเองตั้งแต่ต้น ก็จะเกิดแรงจูงใจและรู้สึกผูกพันกับสาขาที่เลือกเรียนมากขึ้น

แม้นักศึกษาในแต่ละสาขาจะมีบุคลิก ความสนใจ และรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างกัน แต่ทุกคนยังมีโอกาสเรียนและทำกิจกรรมร่วมกันในรายวิชาอื่น ๆ รวมถึงการบูรณาการโครงการในชั้นปีต่อไป การแยกเรียนในช่วงเตรียมความพร้อมจึงไม่ได้เป็นการแบ่งนักศึกษาออกจากกัน แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้แต่ละคนได้ค้นพบตัวตนและรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาของตนอย่างแท้จริง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top