วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
กองทุนววน. (สกสว.-บพข.)-ม.รามคำแหง ร่วมกับ AEN และเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนชุมพร เปิดตัว “Nature Positive Tour” ท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกจังหวัดชุมพร
ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่การท่องเที่ยงเชิงฟื้นสร้าง “Regenerative Tourism” ชวนนักท่องเที่ยวร่วมฟื้นฟูทะเล–เก็บดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (eDNA) ครั้งแรกของไทย เชื่อมความหลากหลายทางชีวภาพ วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ สู่การปฏิบัติจริง ช่วงวันที่ 7-9 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัยจาก
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับสมาคมการค้าเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงนิเวศเอเชีย (AEN) และท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดชุมพร เปิดโปรแกรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก โดยให้นักท่องเที่ยวร่วมเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental DNA: eDNA เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ณ บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร โดยเปิดพื้นที่ทดลองรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แนวใหม่ภายใต้กิจกรรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Conservation) การฟื้นฟูระบบนิเวศ (Restoration) การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism: CNT) วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงลดผลกระทบต่อธรรมชาติ แต่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ทะเลและชุมชน
.jpg)
การท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ได้รับการออกแบบให้เป็นการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์และการลงมือทำจริง หรือ Experience-based Tourism นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้เดินทางมาเพียงชมทิวทัศน์หรือพักผ่อน แต่ได้เรียนรู้ระบบนิเวศทางทะเล สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง เรียนรู้จากนักอนุรักษ์ในพื้นที่ และทำกิจกรรมร่วมกับนักวิจัย ตั้งแต่การสร้างและจัดวาง “บ้านปลา” การดำน้ำตื้นอย่างรับผิดชอบ การเรียนรู้การอนุรักษ์เต่าทะเล การเก็บขยะชายหาด ไปจนถึงการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental DNA: eDNA
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้สัมผัสกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นทางของการอนุรักษ์ ไปจนถึงการนำวิทยาศาสตร์และงานวิจัยเข้ามาสนับสนุนการจัดการทรัพยากรทางทะเลของชุมชน สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้มาเยือน” มาเป็น “ผู้มีส่วนร่วม” และ “ผู้ร่วมฟื้นฟู” ธรรมชาติได้
การออกแบบเชิงบูรณาการงานวิจัย จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) สู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism)
หัวใจของการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” เกิดจากการยกระดับแนวคิดของการออกแบบเชิงบูรณาการงานวิจัย จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มุ่ง “ลดผลกระทบให้น้อยที่สุด” ไปสู่ Regenerative Tourism หรือ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” ซึ่งตั้งคำถามที่ก้าวไปอีกขั้นว่า “เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เราจะทำให้ธรรมชาติและชุมชนอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร”
.jpg)
ผศ. สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. (ด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน) , ประธานคณะทำงานกลั่นกรองแผนงาน การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. และกรรมการและเลขานุการ คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy กล่าวว่าแนวคิด Nature Positive มิได้เพียงการทำกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่ให้ความสำคัญตั้งแต่การหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบการปกป้องธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ การฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจผู้มาเยือน (Visitor Economy) และพฤติกรรมของผู้คน เพื่อมุ่งสู่การหยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียธรรมชาติ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
สำหรับบ้านท้องตมใหญ่ แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดจากทฤษฎีสู่การลงมือทำ ผ่านกิจกรรม ที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้จริง ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตขณะดำน้ำ ไปจนถึงการฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำและช่วยสร้างข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ*ของพื้นที่ นับเป็นความสำเร็จของกองทุนววน.ในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Sciences) วิจัย (Research) และนวัตกรรม (Innovation) มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศดั่งวิสัยทัศน์ “SRI For All” และการขับเคลื่อนนโยบาย “Thailand Open Science for ALL” ภายใต้แนวคิด 'เปิดโลกนวัตกรรม เปิดรับวิทยาการ ร่วมสร้างอนาคตไทย'
จากเมืองคุมาโมโตะ ( Kumamoto) สู่ ชุมพร: เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกสู่การปฏิบัติในพื้นที่
นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง trekking THAI และอุปนายกสมาคมการค้าเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงนิเวศเอเชีย (Association of Asia Ecotourism Network: AEN) ได้ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการต่อยอดองค์ความรู้จากการประชุมสุดยอดระดับโลกด้านธรรมชาติเชิงบวก ปี 2026 (Global Nature Positive Summit 2026) และ ปฏิญญาคุมาโมโตะ (The Kumamoto Declaration) สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยสาระสำคัญคือการทำให้คำว่าการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive” ไม่หยุดอยู่บนเวทีการประชุมระดับโลก แต่ถูกแปลงเป็นกิจกรรมที่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การดำน้ำโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ การฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ การติดตามความหลากหลายทางชีวภาพไปจนถึงการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเจ้าของพื้นที่
การทดลองการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกที่บ้านท้องตมใหญ่จึงเป็นก้าวหนึ่งที่สำคัญของการค้นหาคำตอบว่าเส้นทางการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tourism” ในบริบทของประเทศไทยควรมีรูปแบบอย่างไร และจะสามารถขยายผลไปสู่ชุมชนท่องเที่ยวอื่นได้อย่างไร
.jpg)
เมื่องานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการมาพบโลกของการท่องเที่ยว
รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน รศ.ดร. มาฆมาส สุทธาชีพ ผศ.ดร. วิชิน สืบปาละ ดร. สิทธิพร เพ็งสกุล และคณะนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จาก “โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อเสริมสร้างและบูรณาการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนของประเทศไทย” (สนับสนุนโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน: GIZ ประเทศไทย) , “โครงการการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions) เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์บนเกาะในอ่าวไทย” และ “โครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ระยะที่ 2 (Together NZT Phase 2)” (สนับสนุนโดย สกสว. บพข. และ รวพ.) ซึ่งมุ่งยกระดับผู้ประกอบการและพัฒนาต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ มาประยุกต์กับการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว ทำให้แนวคิดที่อาจดูซับซ้อน เช่น การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Conservation) การฟื้นฟูระบบนิเวศ (Ecosystem Restoration) การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism: CNT) วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) เชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย เพื่อให้เห็นถึงบทบาทของแต่ละแนวคิดในการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ช่วยอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติและชุมชน กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเรียนรู้และสัมผัสได้จากประสบการณ์จริง และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญการเปิดโอกาสให้ชุมชนและนักท่องเที่ยวร่วมเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อนำไปวิเคราะห์ดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA หรือ eDNA) ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) เพื่อศึกษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและสร้างข้อมูลพื้นฐานสำหรับการติดตามทรัพยากรทางทะเล
กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมโดยนักท่องเที่ยวและชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถักทอกับการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” โดยผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงเรียนรู้ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งที่มองเห็นด้วยตา แต่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำ ตามแนวทางการเก็บตัวอย่างที่ประยุกต์องค์ความรู้จากเครือข่ายตรวจสอบดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมแห่งชาติญี่ปุ่น (ANEMONE: All Nippon eDNA Monitoring Network) ซึ่งเป็นเครือข่ายสังเกตการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพของญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ เครือข่ายนี้ทำแผนที่ระบบนิเวศทางน้ำและชายฝั่งโดยการสกัดดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมจากตัวอย่างน้ำอย่างง่าย เพื่อระบุชนิดของสิ่งมีชีวิตและติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการเก็บตัวอย่าง การบันทึกข้อมูลพื้นที่ การกรองน้ำทะเลและรักษาสภาพตัวอย่าง ตลอดจนการป้องกันการปนเปื้อน เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่หรือช่วงเวลาได้
.jpg)
เครือข่าย ANEMONE ไม่ได้มองดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมเป็นเทคโนโลยีสำหรับนักวิจัยเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และประชาชน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของข้อมูล ความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ และขีดความสามารถในการติดตามระบบนิเวศในระยะยาว การนำดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนนักท่องเที่ยวจากผู้ชมธรรมชาติ ไปสู่การเป็น Citizen Scientist หรือ นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง และเปลี่ยนคำถามจาก“วันนี้เราเห็นปลาอะไรบ้าง?” ไปสู่คำถามที่มีความหมายต่อการจัดการพื้นที่ในระยะยาว “ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และสิ่งที่เราลงมือฟื้นฟูกำลังช่วยให้ธรรมชาติดีขึ้นจริงหรือไม่?”
เสียงสะท้อนจากผู้ร่วมกิจกรรมยังชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการบูรณาการ “โลกของงานวิจัย” เข้ากับ “โลกของการท่องเที่ยวยุคใหม่” และการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่มีฐานการอนุรักษ์เข้มแข็งอยู่แล้ว จากเดิมที่นักท่องเที่ยวอาจเดินทางกลับพร้อมภาพถ่าย ของฝาก และความทรงจำ ต้องการเพิ่มอีกสิ่งหนึ่งให้กับการเดินทาง นั่นคือ ความรู้ ความเข้าใจ ความผูกพันกับพื้นที่ และความรู้สึกว่าตนเองได้มีส่วนสร้างประโยชน์บางอย่างกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นการขยับจากจากประสบการณ์การท่องเที่ยว (Tourist Experience) สู่ประสบการณ์เชิงเปลี่ยนแปลง (Transformative Experience) และประสบการณ์ระหว่างการเดินทางสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เดินทางได้ในระยะยาว
.jpg)
ชุมชนถ่ายทอดภูมิปัญญา นักท่องเที่ยวลงมือสร้าง “บ้านปลา”
หนึ่งในประสบการณ์สำคัญของทริปคือกิจกรรม “สร้างบ้านปลา คืนชีวิตสู่ทะเล” โดย ว่าที่พันตรี วัชรินทร์ แสวงการ (ครูไก่) เลขานุการสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านปลา วิถีชีวิตของสัตว์น้ำ และระบบนิเวศชายฝั่ง ก่อนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมลงมือประกอบและนำบ้านปลาไปจัดวางในทะเล
บ้านปลามีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่หลบภัยและแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นพื้นที่อนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน ทั้งปลา กุ้ง ปู หอย และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศชายฝั่ง ทำให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างถิ่นอาศัย ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรประมง และความมั่นคงของชุมชนชายฝั่ง ผ่านประสบการณ์จริง กิจกรรมดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาทำงานร่วมกับภูมิปัญญาและความรู้ท้องถิ่น (Local Knowledge) เพราะการฟื้นฟูทรัพยากรจะมีความยั่งยืนมากขึ้นเมื่อชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับกิจกรรมจากภายนอก แต่เป็นผู้ร่วมออกแบบ ถ่ายทอดความรู้ และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง นักท่องเที่ยวยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ รวมถึงเรื่องราวของม้าน้ำและสิ่งมีชีวิตชายฝั่งที่ชุมชนให้ความสำคัญในการดูแลรักษา สะท้อนให้เห็นว่า “ธรรมชาติที่สมบูรณ์” และ “ชุมชนที่เข้มแข็ง” เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
พลัง “Silver Gen” เปลี่ยนบทบาทจากผู้มาเยือน สู่ “ผู้ฟื้นฟูธรรมชาติ”
คณะศิษย์เก่าโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก (รุ่นพะยอม 18-20) จำนวน 16 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยเกษียณศักยภาพสูง (Silver Gen Travelers) จากหลากหลายอาชีพ อาทิ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักการธนาคาร ผู้ประกอบการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ผ่านโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงบวก “Nature Positive Tour” โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประทับใจกับการดีไซน์โปรแกรมที่นำวิทยาศาสตร์และงานวิจัย มาผสานกับการจัดการทรัพยากรทางทะเลของชุมชนได้อย่างลงตัว เปลี่ยนบทบาทของพวกเขาจาก “ผู้มาเยือน” ให้กลายเป็น “ผู้มีส่วนร่วมฟื้นฟูธรรมชาติอย่างแท้จริง” นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์สนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งของชุมชน สะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สร้างประโยชน์คืนสู่ธรรมชาติและเจ้าของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม "ร้อยใจศิษย์เก่าเฉลิมขวัญสตรี พิษณุโลก เปลี่ยนวัยเกษียณให้เป็นพลังขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ชุมชน รังสรรค์ธรรมชาติเชิงบวก เพื่อคืนความสมบูรณ์และงดงามให้แก่ท้องทะเลไทย" สมกับความมุ่งมั่นตั้งใจในการเดินทางในครั้งนี้
.jpg)
เมื่อการอนุรักษ์ต้องสร้างประโยชน์ที่มองเห็นได้
การท่องเที่ยวโดยชุมชนชุมพรเปิดโปรแกรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tourism” ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยเทคโนโลยีหรือกิจกรรมฟื้นฟูเพียงอย่างเดียว แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ คนในชุมชนต้องเห็นคุณค่าของธรรมชาติและได้รับประโยชน์จากการดูแลทรัพยากร ในกิจกรรมในครั้งนี้ นายอำพล ธานีครุฑ (ผู้ใหญ่หรั่ง) นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ได้ถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ บ้านเกาะพิทักษ์ จังหวัดชุมพร โดยเน้นย้ำว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างกิจกรรมหรือที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการ ให้ความรู้และเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชน ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพราะธรรมชาติคือฐานของทั้งวิถีชีวิต อาหาร อาชีพ และรายได้จากการท่องเที่ยว
หัวใจสำคัญคือการอนุรักษ์ต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ที่มองเห็นและจับต้องได้ เช่น เมื่อชุมชนดูแลทรัพยากรดีขึ้น พื้นที่มีคุณภาพและมีความน่าสนใจมากขึ้น นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา รายได้กระจายเข้าสู่ครัวเรือนและผู้ประกอบการมากขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวเห็นด้วยตนเองว่าการรักษาธรรมชาติสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตได้จริง ก็จะเกิดการเรียนรู้ การเลียนแบบ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมา และเป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวโดยชุมชน “Community-based Tourism” เพราะการอนุรักษ์ไม่ควรเป็นภาระที่ชุมชนต้องรับไว้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างแรงจูงใจและผลประโยชน์ที่ทำให้คนในพื้นที่ต้องการรักษาทรัพยากรด้วยตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากต้องการให้ธรรมชาติได้รับการดูแลในระยะยาว คนที่อยู่กับธรรมชาติจะต้องสามารถมองเห็นคุณค่า และได้รับประโยชน์จากการรักษาธรรมชาตินั้นด้วย
.jpg)
เชื่อมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ “Biodiversity” กับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ “Carbon Neutral Tourism”โปรแกรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” ยังเชื่อมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ “Carbon Neutral Tourism” และการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ “Net Zero Tourism”
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันและไม่ควรถูกจัดการแยกออกจากกัน
ตลอดกิจกรรมการท่องเที่ยวจึงมีการส่งเสริมแนวทางลดผลกระทบจากการท่องเที่ยว ตั้งแต่การพกกระบอกน้ำส่วนตัวเพื่อลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับปะการัง การดำน้ำโดยไม่สัมผัสหรือรบกวนสิ่งมีชีวิต การรับประทานอาหารแบบ “ปิ่นโตรักษ์โลก” เพื่อลดบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการเลือกอาหารทะเลจากประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางนี้ต่อยอดจากงานวิจัยด้านแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) และการท่องเที่ยวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Tourism Pathway) ที่มุ่งประเมินและลดรอยเท้าคาร์บอน(Carbon Footprint) จากกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล ควบคู่กับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ การท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกจึงไม่ได้ถามเพียงว่า “เราจะเที่ยวอย่างไรให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง?”แต่เพิ่มอีกคำถามสำคัญว่า“เราจะท่องเที่ยวอย่างไรให้ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศดีขึ้นไปพร้อมกัน?” เพื่อทำให้การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง Regenerative Tourism ได้เกิดขึ้นจริงในจังหวัดชุมพร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี