วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
'ในหลวง’ทรงห่วงผู้ประสบอุทกภัย
พระราชทาน100ล.
รับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
‘ศป.กฉ.’เผยดับรวม162ศพ
กาชาดเปิดรับบริจาคเลือด
“ในหลวง” ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทานเงิน 100 ล้าน ช่วย รพ.หาดใหญ่ พร้อมรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ นายกฯ เผยเป็นพระมหากรุณาธิคุณ “ปภ.”สรุปสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ 9 จังหวัด เดือดร้อน3 ล้านคน “ศป.กฉ.” เปิดตัวเลขเสียชีวิต 8 จังหวัดใต้ รวม 162 ศพ
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์หนังสือของสำนักพระราชวัง ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระราชกระแสเนื่องด้วยเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้
โดยเนื้อหาระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพระราชกระแส ดังนี้ 1.ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ทุกราย ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
2.พระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว
พระราชทานเงิน100ล.แก่รพ.หาดใหญ่
3.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงิน จำนวน 100,000,000 บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน)แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ทดแทนที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานเงินดังกล่าว
4.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหาร แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระราชกระแส มา ณ โอกาสนี้
นายกฯระบุเป็นพระมหากรุณาธิคุณ
ต่อมาเมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน เปิดเผยว่าถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งตนได้รับการเชิญพระราชกระแส จากท่าน พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งท่านได้อัญเชิญพระราชกระแสมาให้เร่งดำเนินการตามนี้ด้วยพระองค์ท่านพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 100 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งมีความหมายมาก เพราะทางโรงพยาบาลจะได้นำไปซื้อเครื่องมือแพทย์ที่เสียหายไปจากเหตุน้ำท่วม และนำไปพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อมาดูแลผู้ป่วย ซึ่งตนก็ได้นำเรื่องขอนำผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ รีบไปรับพระราชทานพระราชทรัพย์ ซึ่งได้ทำเรื่องกราบบังคมทูลขึ้นไปทันที และทั้งสองพระองค์ ทรงรับผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เรื่องของการจัดการศพต่างๆ ก็จะทรงรับเป็นเจ้าภาพทั้งหมด
นายกฯกล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้เสียชีวิตเอง ทางรัฐบาลก็จะเร่งดำเนินการออกใบมรณบัตร และเร่งคืนร่างให้กับญาติ เพื่อไปทำพิธีทางศาสนา และเร่งจ่ายค่าปลงศพ รายละ 2 ล้านบาทโดยทันที
นายกฯ กล่าวว่า พระองค์ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานกำลังใจให้กับบุคลากรทุกเหล่า ที่ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ทั้งแพทย์ เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทั้งหลาย และยังทรงพระราชทานโดรนให้กับเหล่าทัพทั้งหมด เพื่อมาใช้ในการบริหารสถานการณ์ผู้ประสบภัย ซึ่งตนคิดว่าเพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแล้ว ที่เหลือรัฐบาลก็จะต้องไปสืบสานต่อยอดทุกอย่างให้สมกับที่เราได้รับพระราชทานคำแนะนำต่างๆ มา
ปภ.เผยน้ำท่วม9จว.เดือดร้อน3ล.คน
เวลา 11.30 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัย 9 จังหวัดภาคใต้ หลายพื้นที่น้ำลดลงแล้ว โดย ปภ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องและเร่งฟื้นฟูพื้นที่เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสภาวะปกติโดยเร็ว
ชาวบ้านเดือดร้อน 3 ล้านคน
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ย. 2568 เวลา 06.00 น.) ยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานียะลา และนราธิวาส กินพื้นที่ 97 อำเภอ656 ตำบล 4,585 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,143,364 ครัวเรือน 3,174,404 คน
ศป.กฉ.ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยปชช.
เวลา 13.40 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) พล.ท.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองทัพไทย ในฐานะโฆษก ศป.กฉ. ส่วนหน้า และ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษก ศป.กฉ. แถลงผลการประชุม ศป.กฉ.
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศป.กฉ. ได้เชิญชวนภาคประชาชน มูลนิธิกระจกเงา มาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งแนวทางมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย จ.สงขลา รัฐบาลขอขอบคุณข้อมูลเหล่านั้นรวมถึงองค์กรอื่นๆ ที่มีเจตนารมณ์ช่วยเหลือในการบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยในสงขลาครั้งนี้
คาดระบายน้ำให้แห้งได้ภายใน3-5วัน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับผลการประชุมเมื่อช่วงเช้าที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ได้มีการพูดคุยถึงแนวทางเร่งรัดติดตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งสภาพอากาศปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ปริมาณน้ำฝนลดลง
คิดว่าสภาพอากาศเป็นแบบนี้จะสามารถระบายน้ำในพื้นที่ท่วมขังให้แห้งได้ ภายใน 3-5 วัน พร้อมทั้งเร่งรัดให้การประปาส่วนภูมิภาคปล่อยน้ำประปาให้กับประชาชนได้ใช้ก่อนภายในวันที่29 พ.ย. ซึ่งนายอนุทิน ได้กำชับว่า น้ำประปาไม่ต้องรอพร้อม 100% สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนได้ใช้ก่อน ดังนั้นวันนี้น่าจะมีการปล่อย
น้ำประปาในทุกพื้นที่ แต่ต้องขออภัยหากน้ำที่มาช่วงแรกอาจจะเบาหน่อย หรือน้ำยังไม่ใส 100% ส่วนไฟฟ้าสามารถกู้คืนมาได้มากกว่า 80% แล้ว เหลืออีก 20,000 หลังคาเรือน จาก 700,000 หลังคาเรือน ที่ยังไม่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ เนื่องจากต้องดูเรื่องความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ใช้ไฟและความปลอดภัยของประชาชนด้วย
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล ได้เดินหน้าทำบิ๊กคลีนนิ่ง กำหนดจุดเป็นจุดย่อยในการทิ้งขยะให้ประชาชนได้มาทิ้ง เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทาง และในส่วนของภาครัฐจะได้นำขยะจากจุดย่อยไปทิ้งในจุดใหญ่เอง เพื่อให้การทำความสะอาดเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว
ยอดผู้เสียชีวิต 8 จว. 162 ศพ
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้กำหนดจุดที่จะขนย้ายรถ โดยการขนย้ายรถในครั้งนี้มีความร่วมมือจากหลายส่วน จัดหมวดหมู่แยกไปจัดทำให้เป็นระบบ ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ว่ารถของตนเองนั้นจอดอยู่ตรงที่ใด เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายให้มากที่สุด และได้มอบหมายให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไปดูสภาพภูมิประเทศโดยรวมว่าจะนำรถไปจอดในจุดใดได้บ้าง และประสานกรมการขนส่งทางบก เพื่อดำเนินการต่อไป
สำหรับ ยอดผู้เสียชีวิต ณ วันที่29 พ.ย. 2568 เวลา 08.00 น. รวม 8 จังหวัดภาคใต้ รวม 162 ศพ แบ่งเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 4 ราย สงขลา 126 ราย ตรัง2 ราย สตูล 5 ราย ปัตตานี 7 ราย ยะลา 5 ราย และนราธิวาส 4 ราย
‘น้ำ-ไฟ-โทรศัพท์’เข้าถึงแล้ว85%
ด้าน พล.ท.วันชนะ กล่าวว่า ในส่วนการดำเนินการของส่วนหน้า ที่มีอยู่ 4 การบริหาร คือ คน-ของ-น้ำ-ข่าว โดยปัจจุบันเป็นการปรับเฟสจากน้ำท่วมวิกฤตเข้าสู่เฟสการฟื้นฟู ซึ่งขณะนี้ น้ำ ไฟ และสัญญาณโทรศัพท์เข้าถึง 85% ส่วนด้านการบริหารจัดการคน ในช่วงวันที่ผ่านมามีเคสฉุกเฉินขอความช่วยเหลือเข้ามา 753 กรณี ซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ทั้งหมด ส่วนการอพยพคนเมื่อวันที่ 28 พ.ย. มีเคสเข้ามา 11,242 เคส ช่วยได้ 95% และมีตกค้าง 1,070 เคสส่วนในเรื่องของการบริหารจัดการศูนย์พักพิงปัจจุบันศูนย์พักพิงมีความสะดวกสบายขึ้นและโล่งขึ้น เนื่องจากมีประชาชนส่วนหนึ่งทยอยกลับบ้านเรือน ขณะเดียวกันมีประชาชนบางส่วนที่เดินทางกลับไปทำความสะอาดบ้านเรือน แต่ยังไม่สามารถเข้าบ้านพักอาศัยได้ ได้มีการจัดโรงแรมให้ประชาชนเข้าพัก ซึ่งมีคนเข้าพัก 20 ห้อง สำหรับการบริหารจัดการสิ่งของและการให้ความช่วยเหลือในช่วงเฟสของการฟื้นฟู จะมีมิจฉาชีพเข้ามาก่อความไม่สงบ จึงมีการตั้งจุดตรวจจุดสกัด มีการลาดตระเวนพื้นที่และเส้นทางที่มีความเสี่ยง ที่จะเกิดอาชญากรรม และรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ
พล.ท.วันชนะ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงของการฟื้นฟูได้แบ่งระยะฟื้นฟูออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนในปัจจุบัน ทั้งการทำความสะอาด การกู้ระบบสื่อสาร การเปิดเส้นทาง การซ่อมบ้านเรือนกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ระยะกลางจะมีการซ่อมแซมบ้านเรือนเต็มกำลัง โครงสร้างผนัง หลังคา การซ่อมแซมระบบประปา ไฟฟ้า และสาธารณูปโภค การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้ารถยนต์ จักรยานยนต์ สำหรับผู้ประสบอุทกภัย และการซ่อมถนนสายรอง สายหลัก ขณะที่ระยะฟื้นฟูจะเป็นการซ่อมบ้านเรือนเต็มกำลังให้เสร็จสมบูรณ์ การซ่อมถนนและระบบสาธารณูปโภค
จ่ายเยียวยาถึงมือปชช.สัปดาห์หน้า
ขณะที่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลมุ่งมั่นให้เกิดภายในสัปดาห์นี้และสัปดาห์ถัดไปคือการดูแลผู้ประสบภัยให้เข้าถึงเงินเยียวยาและเงินกู้เพื่อให้ไปดูแลบ้านเรือนและกิจการ ซึ่งในส่วนของเงินเยียวยา 9,000 บาท รัฐบาลมีความพร้อมในการจ่ายให้ถึงมือประชาชนในสัปดาห์หน้า ผ่านระบบพร้อมเพย์หรือบัญชีธนาคาร ในที่ประชุมได้มีการเน้นย้ำเรื่องของ 8 มาตรการฟื้นฟูชีวิตคนหาดใหญ่และผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งบริษัทประกันภัยรถยนต์บางส่วนได้ลงไปในพื้นที่เพื่อเร่งดําเนินการชดเชยความเสียหายอย่างเต็มที่แล้ว ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กําชับให้สํานักงานประกันสังคมจ่ายเงินชดเชยสูงสุดให้แก่ผู้ประสบภัยทุกกรณี
เปิดให้บริการทำบัตรประชาชน
น.ส.รัชดา กล่าวถึงการติดต่อราชการซึ่งจะต้องมีเอกสารสำคัญ แต่บางคนเอกสารอาจสูญหาย ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้อํานวยความสะดวกถึงมือประชาชน เปิดให้บริการทําบัตรประชาชน จํานวน3 จุด ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ คือ 1.ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2.ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และ 3.ศูนย์พักพิงเทศบาล 4 โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค.เวลา 09.00-20.00 น. นอกจากนี้ยังมีบริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชน ที่ศูนย์บริการอําเภอ ที่เซ็นทรัล หาดใหญ่ ในวันที่ 29 พ.ย. และมีศูนย์ให้บริการรับแจ้งผู้เสียชีวิต ที่ศูนย์พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยบริการทั้งหมดจะยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ ได้นําเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผู้ประสบภัยที่เอกสารหาย โดยสามารถใช้แอปทางรัฐช่วยในการจัดการเอกสารหรือขอดูเอกสารโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ มีเอกสารที่สามารถขอดูได้ เช่น ทะเบียนบ้านการชําระค่าน้ำ-ค่าไฟ เอกสารขอสินเชื่อกับธนาคาร ประกันรถยนต์ อัคคีภัย หรือประกันชีวิต รวมถึงบัตรบริการของผู้พิการ
สนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
ศูนย์การบินทหารบก (ศบบ. ) โดย กองพันบินเฉพาะกิจ (พัน.บ.ฉก.) พัน.บ.4, กองบังคับการบินทหารบก กองทัพภาคที่ 4(บทบ.ยว.4), หน่วยบินทหารบกอโณทัย (บทบ.อโณทัย), ชุดปฏิบัติการบินกองกำลังเทพสตรี (ชปบ.กกล.เทพสตรี) จัดอากาศยานสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ นำส่งผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ จำนวน 3 ราย พร้อมส่งเสบียงผู้ประสบภัย จำนวน 1,610 ชิ้น จากนั้นทำการลาดตระเวน และประชาสัมพันธ์ร่วมกับ พัน.ปจว. และ สนับสนุนการเดินทางของนายกรัฐมนตร และคณะ
ทั้งนี้ จะมีการสนับสนุนในทุกภารกิจในพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน โดยจะมีภารกิจตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงค่ำ โดยใช้อากาศยานของทางกองทัพบกในการสนับสนุนในทุกภารกิจ
ส่งผู้ป่วยวิกฤตขึ้นฮ.มารักษาที่รพ.พัทลุง
จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลหาดใหญ่มีจำนวนมาก จึงประสานมายังโรงพยาบาลพัทลุง เพื่อส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 5 ราย มารักษาต่อยังโรงพยาบาลพพัทลุง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยได้ลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตเป็นกรณีเร่งด่วน โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองพันบินที่ 41 เข้าสนับสนุนภารกิจการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ในครั้งนี้ โดย ใช้เฮลิคอปเตอร์ บินเขนส่งผู้ป่วย 3 เที่ยวบิน ที่มาพร้อมกับทีมแพทย์ ทหารพยาบาล และอุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นสูง เพื่อคอยเฝ้าติดตามอาการผู้ป่วยตลอดเส้นทาง ให้เป็นไปด้วยความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ ลงจอดบริเวณลาจอดชั่วคราว สนามฟุตบอล โรงเรียนพัทลุง โดยมี แพทย์ พยาบาล รถพยาบาลฉุกเฉิน และทีมกู้ชีพ เตรียมพร้อมเข้ารับตัวผู้ป่วยนำส่งต่อสู่ห้องฉุกเฉินทันที
กาชาดรับบริจาคเลือดด่วน
เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย” โพสต์ข้อควมระบุว่า เนื่องจาก ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 12 จังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ใน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ในพื้นที่อุทกภัย แม้ขณะนี้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ยังต้องฟื้นฟูสถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ จึงทำให้ไม่สามารถเปิดรับบริจาคโลหิตในสถานที่ได้ และจะเป็นการออกหน่วยรับบริจาคโลหิตนอกสถานที่แทน แต่ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องของการฟื้นฟูพื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ เช่นเดียวกัน ทำให้โลหิตไม่เพียงพอต่อผู้ป่วยใน รพ.เขตพื้นที่ความรับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัด (สงขลา, ตรัง, พัทลุง, สตูล, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส) โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ต้องส่งโลหิตไปสำรองให้กับ รพ.ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ได้เพียง 20% เท่านั้น
ตรังยังมีน้ำท่วมสูงหลายพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในหมู่ที่ 1,2,3,4,และ 5 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรังและหลายตำบลในอำเภอกันตัง ระดับน้ำยังท่วมสูง 1-3 เมตร เพราะเป็นพื้นที่ท้ายน้ำอยู่ติดกับแม่น้ำตรัง ทำให้ชาวบ้านนับพันคน ต้องอพยพไปอยู่ในเต๊นท์พักพิงชั่วคราวและในวัดใกล้บ้าน โดยใช้เวลานานกว่า 10-15 วันหากไม่มีฝนตกและไม่มีน้ำทะเลหนุน ระดับน้ำจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ถือเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่หนักสุดในรอบ 6 ปี โดยที่ จ.ตรังมีน้ำท่วม 9 อำเภอจากทั้งหมด 10 อำเภอ 62 ตำบล 7 เทศบาล 389 หมู่บ้าน 14,253 หลังคาเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแล้วกว่า 100,000 คน เสียชีวิต 2 คน
หลายจว.ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง
จังหวัดยะลา ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง การเดินทางจากยะลาไปเบตงยังสามารถทำได้ โดยต้องใช้ความระมัดระวังในบางพื้นที่ลาดชัน แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เปิดให้บริการตามปกติ ยกเว้นวัดหน้าถ้ำที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู และไม่มีนักท่องเที่ยวติดค้าง
จังหวัดปัตตานี ยังมีฝนและน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ ยังไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรงจังหวัดสุราษฎร์ธานี สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การเดินเรือไปยังเกาะต่าง ๆ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้จะมีคลื่นลมเล็กน้อย
จังหวัดตรังรายงานว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เหลือน้ำท่วมขังเพียงบางพื้นที่ โดยไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้างหรือเสียชีวิต
จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำลดลงแล้วและเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว