วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
การแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ 20 ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายนนี้ เดินทางมาถึงรอบน็อคเอาท์ 16 ทีมสุดท้าย มีการดวลแข้งทั้งหมด 2 คู่ เริ่มจากเวลา 23.00 น. ที่สนามเอสตาดิโอ มิเนเรา เมืองเบโล โฮริซอนเต้ “แซมบ้า” ทีมชาติบราซิล แชมป์โลก 5 สมัย ในฐานะเจ้าภาพ ที่เข้ารอบมาเป็นอันดับ 1 สาย เอ พบกับ ทีมชาติชิลี ทีมอันดับ 2 จากสาย บี
นัดนี้ หลุยซ์ เฟลิปเป้ สโคลารี่ เทรนเนอร์ของบราซิล ไม่มีปัญหาในเรื่องของนักเตะเจ็บ ทำให้สามารถจัดทัพได้เต็มพิกัด โดยเฉพาะ ฮัล์ค ที่ฟิต 100 เปอร์เซนต์ พร้อมลงเล่นริมเส้นด้านขวา และมี เนย์มาร์ เป็นจอมทัพเดินเกมรุก ที่ซัดได้ 8 ประตู จากการลงเล่นให้ บราซิล 6 นัดหลังสุด ซึ่งในบอลโลกยิงไปแล้ว 4 เม็ด และวาง เฟร็ด ที่ปลดล็อคพังประตูได้สำเร็จในเกมที่แล้วเป็นหน้าตัวเป้าเหมือนเดิม ส่วนแผงหลัง ติอาโก้ ซิลวา กัปตันทีมยังเล่นเซ็นเตอร์แบ๊คคู่ ดาวิด ลุยซ์ เหมือนเดิม
ทางด้าน ชิลี ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บเช่นกัน ฆอร์เก้ ซามปาโอลี่ กุนซือจัดทัพระบบ 3-4-1-2 ลงบู๊ โดยให้ ชาร์ลส์ อรานกิซ กับ มาร์เซโล่ ดิอาซ เป็นตัวตัดเกม แล้วดัน อาร์ตูโร่ วิดาล ยืนอยู่หลังกองหน้าคู่คือ อเล็กซิส ซานเชซ และ เอดูอาร์โด้ วาร์กาส ที่เล่นได้อันตรายสุด ๆ
11 ตัวจริงที่จะลงสนาม บราซิล : ชูลิโอ เซซ่าร์, แดเนียล อัลเวส, ดาวิด ลุยซ์, ติอาโก้ ซิลวา, มาร์เซโล่, ลุยซ์ กุสตาโว่, เปาลินโญ่, ฮัล์ค, ออสการ์, เนย์มาร์ และเฟร็ด
ชิลี : เคลาดิโอ บราโว่ , การี เมเดล, กอนซาโล่ ฮาร่า, ฟรานซิสโก้ ซิลวา, เมาริซิโอ อิสล่า , ชาร์ลส์ อรานกิซ, มาร์เซโล่ ดิอาซ, ยูเคนิโอ เมน่า, อาร์ตูโร่ วิดาล, อเล็กซิส ซานเชซ และ เอดูอาร์โด้ วาร์กาส ส่วนผู้ตัดสินแป็น ฮาวเวิร์ด เว็บบ์ เปาคนดังจากอังกฤษ
คู่นี้เจอกันมาทั้งหมด 68 นัด บราซิล ชนะไปถึง 48 เสมอ 13 ชิลี ชนะ 7 นัด ซึ่ง บราซิล ยิงได้ถึง 159 ประตู ชิลี ยิงได้ 58 ประตู ส่วนการเจอกันในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ทั้งหมด 3 นัด บราซิล ชนะได้ทุกนัด เริ่มจากปี 1962 รอบรองชนะเลิศ ชนะ 4-2 ที่ชิลี เป็นเจ้าภาพ, ปี 1998 รอบ 16 ทีม ชนะ 4-1 และปี 2010 รอบ 16 ทีม ชนะ 3-0
คู่ที่สอง ในเวลา 03.00 น. ทีมชาติโคลอมเบีย ที่ชนะรวด 3 นัดในรอบแรก เป็นแชมป์กลุ่ม ซี พบกับ “จอมโหด” ทีมชาติอุรุกวัย แชมป์โลก 2 สมัย รองแชมป์กลุ่ม ดี ที่สนามเอสตาดิโอ เดอ มาราคาน่า เมืองริโอ เดอ จาไนโร
เกมนี้ โคลอมเบีย ที่ชนะทุกนัดด้วยการถล่ม กรีซ 3-0, ชนะ ไอวอรี่ โคสต์ 2-1 และยำ ญี่ปุ่น 4-1 ไม่มีปัญหาในการจัดทัพ และจะส่ง คริสเตียน ซาปาต้า, มาริโอ เยเปส, คาร์ลอส ซานเชซ และเตโอฟิโล่ กูเตียร์เรซ ที่ได้พักในนัดสุดท้ายเพื่อรักษาความสด กลับลงเล่นได้ทั้งหมด โดยเกมรุกนั้น กูเตียร์เรซ จะยืนหน้าเป้า โดยมี ฮวน กวาดราโด้, เจมส์ โรดริเกซ และ แจ็คสัน มาร์ติเนซ คอยประสานงานในแดนกลาง ซึ่ง โฮเซ่ เปร์เกมันน์ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ มั่นใจว่า ทีมจะชนะได้
"อุรุกวัย”เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ไม่ใช่มีแค่ หลุยส์ ซัวเรซ เท่านั้น พวกเขาเป็นทีมที่มีชื่อในประวัติศาสตร์ และเล่นดีมาก แต่เราเองก็มีความมั่นใจ และเราต้องการเข้ารอบต่อไปเช่นกัน"
ทางฝั่งอุรุกวัย มีปัญหาหนักเนื่องจาก หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าตัวความหวังที่ลงมาชุบชีวิตทีมให้เข้ารอบมาได้สำเร็จ ต้องถูกแบนยาว เนื่องจากไปกัดไหลของจอร์โจ้ คิเอลลินี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี ในการเตะรอบแรกนัดสุดท้าย
จากการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้ สหพันธุ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้สั่งลงดาบทันทีด้วยการสั่งแบนในการเล่นทีมชาติ 9 นัด และห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอล 4 เดือน พร้อมกับห้ามอยู่ในแคมป์เก็บตัว และห้ามเข้าสนามฟุตบอลทุกแห่ง นอกจากนี้ยังปรับเงินอีก 3.5 ล้านบาท
นอกจากนี้ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ต้นสังกัดของ ซัวเรซ ต้องรับผลจากความประพฤติตัวครั้งนี้ของเขาไปเต็ม ๆ เมื่อจะหมดสิทธิ์ใช้บริการนานถึง 13 เกม รวมถึงเกมแชมเปี้ยนส์ลีก 3 นัดเลยทีเดียว โดย ซัวเรซ จะกลับมาลงเล่นอีกครั้งคือเกมวันที่ 1 พฤศจิกายน ในเกมดวลกับ นิวคาสเซิ่ล
ส่งผลให้ อุรุกวัย ที่ยื่นประท้วงไปแล้ว แต่ ฟีฟ่า ยืนยันไม่เปลี่ยนคำตัดสิน จนมีข่าวเล็ดลอดว่า พวกเขาจะบอยคอตไม่ลงเล่นบอลโลก ซึ่ง ออสการ์ วอชิงตัน ตาร์บาเรซ กุนซือขรัวเฒ่า ต้องปรับทัพแนวรุกใหม่ โดยที่ เอดินสัน คาวานี่ จะเป็นตัวหลัก แล้วให้ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน จอมเก๋าลงเล่น ส่วนเกมรับ มักซี่ เปเรยร่า น่าจะได้สตาร์ทตัวจริงหลังจากพ้นแบน และเป็นสำรองในนัดที่แล้ว
สถิติคู่นี้ อุรุกวัย เหนือกว่า ด้วยการชนะ 18 โคลอมเบีย ชนะ 11 และเสมอกัน 9 ครั้ง โดย อุรุกวัย ยิงได้ 54 โคลอมเบีย ยิงได้ 43 ทั้งนี้การพบกันในบอลโลกรอบสุดท้าย เกิดขึ้นครั้งเดียวในรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อปี 1962 ปรากฏว่า อุรุกวัย ชนะ 2-1
11 ตัวจริงที่จะลงสนาม โคลอมเบีย : ดาวิด ออสปินา, คามิโล่ ซูนิก้า, มาริโอ เยเปส, คริสเตียน ซาปาต้า, ปาโบล อาร์เมโร่, อเบล อากีล่าร์, คาร์ลอส ซานเชซ, ฮวน กวาดราโด้, เจมส์ โรดริเกซ, วิคตอร์ อิบาร์โบ้ และเตโอฟิโล่ กูเตียร์เรซ
อุรุกวัย : เฟร์นานโด มุสเลร่า, มักซี่ เปเรยร่า, ดีเอโก้ โกดิน, มาร์ติน คาเซเรส, อัลวาโร่ เปเรยร่า, อัลวาโร่ กอนซาเลซ, เอคิดิโอ อเรวาโล่ รีออส, คริสเตียน โรดริเกซ, นิโคลัส โลเดยโร่, เอดินสัน คาวานี่ และดีเอโก้ ฟอร์ลัน ส่วนผู้ตัดสินเกมนี้คือ บียอร์น คุยเปอร์ส จากเนเธอร์แลนด์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี