546.jpg
อนาคตฟุตบอลไทยยุคสมยศ!  ปีใหม่ผจญศึกหนักเอเชี่ยนคัพ

อนาคตฟุตบอลไทยยุคสมยศ! ปีใหม่ผจญศึกหนักเอเชี่ยนคัพ

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เหลือเวลาการทำงานในปีหน้า 2562 อีกปีก่อนจะครบวาระ และต้องมีการเลือกตั้งประมุขของฟุตบอลไทยครั้งใหม่ในปี 2563

เหลือเวลาอีกแค่ 1 เดือน กับอีก 5 วันปีเก่า 2018 ก็จะผ่านพ้นไป และปีใหม่ 2019 กำลังผ่านเข้ามาเหมือนกับวงการฟุตบอลไทย โดยเฉพาะทีมชาติที่แฟนๆกำลังตั้งความหวังในการคว้าแชมป์
ครั้งที่ 6 ในการแข่งขัน 12 ครั้ง ของฟุตบอลชิงถ้วยซูซูกิอาเซียนคัพ ครั้งที่ 12ในวันที่ 15 ธันวาคม จะเป็นรอบชิงชนะเลิศนัดที่ 2 ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทีมชาติไทยจะได้ก้าวไปถึงวันนั้นได้หรือไม่


สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยใต้การนำของ พล.ต.อ.ดร.สมยศพุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมจะสามารถทำให้ทีมชาติไทย ที่มีอายุครบ 70 ปีเต็มในปีนี้นับตั้งแต่ทีมชาติไทยลงสนามครั้งแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 สิงหาคม 2491 ด้วยการแพ้ทีมชาติไต้หวันหรือสาธารณรัฐจีน 1-6ที่สนามศุภชลาศัย และวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ย. 2561ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ทีมชาติไทยจะลงสนามนัดที่ 775 กับทีมสาธารณรัฐสิงคโปร์ทีมชาติไทยในยุคที่มี นายมิโลวาน ราเยวัช ชาวเซอร์เบียเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนป้จจุบัน จะเอาชนะในนัดนี้ได้หรือไม่อีกด้วย

สถิติที่ได้มีการบันทึกอย่างเป็นทางการในเวลา 70 ปี ตั้งแต่ปี 1948 ถึงปีนี้ 2018 ด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้ของสถาบันสถิติประวัติศาสตร์ฟุตบอลระหว่างชาติปรากฏว่า 774 นัด ในเวลา 70 ปี เฉลี่ยปีหนึ่งทีมชาติไทยชุดใหญ่แข่งขันปีละ 11 นัด ทีมชาติไทยชนะ 293 ครั้ง เสมอ 185 ครั้ง แพ้ 296 ครั้ง นัดที่ยิงประตูชนะมากที่สุดเป็นนัดที่ไทยเปิดสนามศุภชลาศัยต้อนทีมชาติบรูไน 10-0 ในวันที่ 24 พ.ค. 1971 หรือปี 2514 และแพ้มากที่สุดด้วยการแพ้ทีมชาติอังกฤษต้นตำรับฟุตบอลสมัยใหม่ 0-9 ในฟุตบอลโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1956 หรือ 2499 ที่นครเมลเบิร์น รัฐวิคตอเรียออสเตรเลีย ในวันที่ 26 พ.ย. 1956

“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ทำสัญญาว่าจ้าง นายมิโลวาน ราเยวัช ชาวเซอร์เบีย เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยคนที่ 32 ในรอบ 70 ปีที่ผ่านมาโดยคณะทำงานหลักอีก 3 คน คือ 2 ผู้ช่วยนายมิโลวานเซโควิค ชาวเซอร์เบีย กับ โค้ชศิริศักดิ์ ยอดญาติไทยและ นายซาซา โทดิค ชาวเซอร์เบีย ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู

ผลงานที่ผ่านมาของโค้ชราเยวัช ทำให้ทีมชาติไทยเสียประตูได้ลดลงก็จริง แต่ปรัชญาการทำทีมที่เน้นเกมรับทำให้ทีมไทยยิงประตูได้น้อยลง มีเพียงแมทช์กับติมอร์เลสเต ที่ไทยชนะ 7-0 ในวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมาเท่านั้นที่ดูจะมีสกอร์ที่ดีที่สุดในยุคโค้ชมิโลวาน ราเยวัช

อย่างไรก็ดี ว่ากันว่าเป้าหมายของ ดร.สมยศ นักธุรกิจที่เคยเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของไทยก็อยากจะให้ทีมชาติไทยชุดใหญ่ทำผลงานให้ดีที่สุดในปี 2018 ด้วยการคว้าชัยชนะได้ครองถ้วยฟุตบอลซูซูกิคัพ ครั้งที่ 12 ซึ่งจะทำให้ทีมไทยเป็นแชมป์ 3 สมัยซ้อนในปี 2014, 2016 และ 2018 ส่วนก้าวต่อไปผลงานของทีมชาติไทยในฟุตบอลอาเซียนคัพ ครั้งที่ 17 ในปี 2019 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเจ้าภาพ ต้องไปได้ดีด้วยซึ่งทีมชาติไทยชุดใหญ่ 23 คน จะได้ 4 นักเตะกลุ่มที่ไปค้าแข้งในต่างประเทศกลับมาร่วมทีม ได้แก่ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดาและ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ซึ่งจะทำให้ผลงานของทีมชาติไทยดีขึ้นตามไปด้วย

ว่ากันว่าแมทช์สำคัญที่จะพิสูจน์ฝีมือการทำงานในฐานะโค้ชทีมชาติไทยของราเยวัชจะอยู่ในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ว่าพล.ต.อ.ดร.สมยศจะพิจารณาว่าจ้างเขาให้ทำทีมชาติไทยชุดใหญ่ต่อไปอีกหรือไม่ ประกอบด้วยศึกซูซูกิคัพรอบแรกนัดที่ 4 ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ย.นี้ซึ่งสถิติการดวลแข้งระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติสิงคโปร์ที่ผ่านมาเป็นจำนวน 63 นัด ในระยะเวลา 70 ปีปรากฏว่าไทยชนะถึง 36 นัด เสมอ 16 นัด และแพ้สิงคโปร์ 11 นัด

นัดแรกวันที่ 3 กันยายน 1957 หรือปี 2500 ไทยไปโดนสิงคโปร์ยิงถึง 0-6 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2519 เมื่อ 42 ปีที่แล้วไทยต้อนสิงคโปร์บ้าง 6-0 ล่าสุดในฟุตบอลซูซูกิคัพ ไทยชนะ 1-0 เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2559 และวันที่ 25 พ.ย. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ทีมไทยจะพบกับสิงคโปร์ เป็นแมทช์ที่ 64 เจ้าถิ่นทีมชาติไทยนั้นเป็นต่อสิงคโปร์ทีมเยือนค่อนข้างมาก ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจนเกินไป ทีมชาติไทยจะผ่านนักเตะลอดช่องไปสู่รอบรองชนะเลิศของฟุตบอลซูซูกิคัพครั้งที่ 12 ซึ่งทีมชาติไทยมีโอกาสสูงเลยทีเดียวที่จะผ่านการแข่งขันอีก 4 แมทช์ ไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศแมทช์ที่ 2ในวันที่ 15 ธันวาคม 2561

จากนั้นอีก 4 นัด เป็นอย่างน้อยที่เป็นความรับผิดชอบของโค้ชราเยวัช นั่นคือการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยอีก 4 แมทช์ นั่นคือแมทช์อุ่นเครื่องกับทีมชาติโอมาน ในวันที่ 2 ม.ค. 2019 หรือ 2562 ที่สนามกีฬาอะบูดาบี ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นการอุ่นเครื่องก่อนเข้าไปแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ ครั้งที่ 17ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในกลุ่มเอ อีก 3 นัด คือวันที่ 6 ม.ค. พบอินเดีย, วันที่ 10 ม.ค. พบบาห์เรน และวันที่ 14 ม.ค. พบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โอมานกับไทยนั้นเคยดวลแข้งกันมา9 นัด ผลัดกันชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 4 ในขณะที่อินเดียนั้นเคยบดแข้งกับไทยมาทั้งหมด 21 นัดทีเดียว ไทยชนะ 11 นัดเสมอ 6 และแพ้ 4 ส่วนบาห์เรนนั้นดวลแข้งบู๊กับไทยทั้งหมด 7 นัด ไทยชนะได้เพียง 1 ครั้ง เสมอ 4 ครั้ง และแพ้2 ครั้ง สำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นเคยปะทะกับไทยรวม 9 ครั้ง ไทยชนะได้ 1 ครั้ง เสมอกัน 2 ครั้งฝั่งไทยแพ้ 6 ครั้ง

โค้ชมิโลวาน ราเยวัช ชาวเซอร์เบีย ถูกเพ่งเล็งว่าเล่นเน้นเกมรับมากไปทำให้เกมรุกของทีมชาติไทยดูไม่สวย ทำให้ไทยเสมอฟิลิปปินส์ ทั้งๆ ที่น่าจะเอาชนะได้ การพบสิงคโปร์ในวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ย. เป็นแมทช์สำคัญมากๆ ที่ไทยจะแพ้ไม่ได้ในวันนี้

ฟุตบอลเอเอฟซีเอเชี่ยนคัพนั้นมีมาทั้งหมดตั้งแต่ปี 1956 จนถึง 2019 รวม 17 ครั้ง ทีมชาติไทยได้ผ่านเข้าไปแข่งขันในรอบสุดท้ายทั้งหมด 7 ครั้ง ปี 1956 และ 1960 สมัครแข่งรอบคัดเลือกแต่ถอนตัว ปี 1964 กับ 1968 เข้าแข่งขันแต่ไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ปี 1972 ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในรอบสุดท้ายที่ กทม.คว้าอันดับ 3 ปี 1976, 1980, 1984, 1988 ตกรอบคัดเลือกหมด ปี 1992 ได้เข้าไปแข่งขันในรอบสุดท้ายที่ญี่ปุ่นเช่นเดียวกับในปี 1996, 2000, 2004 แต่ต้องตกรอบแรกหมด ปี 2007 เป็นเจ้าภาพร่วมได้เข้ารอบสุดท้ายแต่ตกรอบแรก ปี 2011 กับ 2015 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก ปี 2019 ได้เข้ารอบ 24 ทีมสุดท้าย อยู่ในกลุ่มเอ

เอเชี่ยนคัพรอบสุดท้าย ครั้งที่ 17 จะแข่งขันในวันที่ 5 ม.ค. ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 1 ก.พ. 2019 มี 24 ทีม ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มเอ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์,อินเดีย, บาห์เรน, ไทย กลุ่มบี ได้แก่ ออสเตรเลียแชมป์ครั้งที่ 16, ซีเรีย, ปาเลสไตน์, จอร์แดน กลุ่มซีได้แก่ จีน, เกาหลีใต้ แชมป์ 2 สมัย, ฟิลิปปินส์ และคีร์กิซสถาน

กลุ่มดี ได้แก่ อิหร่านแชมป์เก่า 2 สมัย, อิรัก, เยเมน, เวียดนาม กลุ่มอี ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แชมป์เก่า 3 สมัย,กาตาร์, เลบานอน, เกาหลีเหนือ กลุ่มเอฟ ได้แก่ ญี่ปุ่นอดีตแชมป์ 4 สมัย, เติร์กเมนิสถาน, อุซเบกิสถานและโอมาน

ทีมชาติไทยชุดเอเชี่ยนคัพ ครั้งที่ 17 นั้นได้มีการรวมดาวเตะชั้นนำของไทยไว้ทั้งหมด คือ ศิวรักษ์เทศสูงเนิน, ฉัตรชัย บุตรพรม, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์,สรานนท์ อนุอินทร์, มิก้า ชูนวลศรี, สุพรรณ ทองสงค์,ศศลักษณ์ ไหประโคน, กรกช วิริยอุดมศิริ, ฟิลิป โรลเลอร์,เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว, เควิน ดีรมรัมย์, พรรษา เหมวิบูลย์,สุมัญญา ปุริสาย, สรรวัชญ์ เดชมิตร, ปกเกล้า อนันต์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, นูรูล ศรียานเก็ม,ปกรณ์ เปรมภักดิ์, อดิศักดิ์ ไกรษร, ศุภชัย ใจเด็ด, ชนานันท์ป้อมบุบผา, มงคล ทศไกร, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดาและ ธีราทร บุญมาทัน

ราเยวัชต้องทำให้ทีมชาติไทยชุดนี้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลเอเช่ียนคัพ ครั้งที่ 17 ในระหว่างวันที่ 5 ม.ค. ถึงวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นครั้งแรกของทีมชาติไทยด้วยหลังจากตั้งทีมมา 70 ปีเต็มๆ ยังไม่เคยเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ได้เลยยกเว้นการแข่งขันเมื่อปี 2515 เมื่อ 45 ปีที่แล้ว ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top