วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
การแข่งขันฟุตบอลยูโรป้า ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่ สตาดิโอนเมียจ์สกี้ เมืองกดาญสก์ ประเทศโปแลนด์ เป็นการโคจรมาพบกันของ “เรือดำน้ำสีเหลือง” บียาร์เรอัล จากสเปน กับ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากอังกฤษ
ความพร้อมของ บียาร์เรอัล : รอบตัดเชือกพวกเขาปราบ“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล มาได้สำเร็จ และได้เข้าชิงถ้วยนี้เป็นครั้งแรก โดย อูไม เอเมรี่ ไม่มี บิเซนเต้ อีบอร์ร่า มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ที่มีอาการบาดเจ็บ ส่วน ซามูเอล ชุควูเซ่ และฮวน ฟอยธ์ ต้องรอเช็คความฟิต ตำแหน่งอื่นๆ ไม่มีปัญหาอะไร แท็กติกในการเล่นสามารถปรับได้ตามสถานการณ์จะเป็น 4-4-2 หรือ 4-3-3 ก็ได้ เชื่อว่าจะออกสตาร์ทแบบแรกก่อนแดนกลางยืนแบบหน้ากระดาน นำโดย มานูเอล ติเกรอส,ดานี่ ปาเรโฆ่, เอเตียง กาปู และมอย โกเมซ คู่หัวหอกมีเคราร์ด โมเรโน่ เป็นตัวหลักอยู่ที่ว่าจะเล่นกับใครระหว่าง คาร์ลอส บัคก้า หรือปาโก้ อัลคาแซร์
ความพร้อมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ทีมดังจากอังกฤษ ที่จับสลากเป็นทีมเยือน ได้ชิงรายการนี้ หลังจากกระเด็นตกรอบมาจากแชมเปี้ยนส์ลีก และเพิ่งจะเปิดซีซั่นด้วยการบุกเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-1 เกมนี้ปัญหาคืออาการบาดเจ็บของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กัปตันทีมคนสำคัญ ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ใส่ชื่อมาเรียบร้อย แต่โอกาสลงเล่นนั้นยากมากๆ ทำให้ โซลชา ต้องเลือกระหว่าง เอริค ไบญี่ หรืออักเซลตวนเซเบ้ ที่จะมาเล่นกับ วิคตอร์ ลินเดเลิฟนอกนั้นบรรดาแข้งตัวหลักที่ได้พักจากนัดกับ วูล์ฟส์ จะกลับมาเป็นตัวจริงทั้งหมดมี เฟร็ด และสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์คุมแดนกลาง แผงเกมรุกใช้ มาร์คัส แรชฟอร์ด, บรูโน่เฟอร์นานเดส และปอล ป๊อกบา โดยมี เอดินสัน คาวานี่ยืนหน้าเป้า
.jpg)
11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม บียาร์เรอัล (4-4-2):เกโรนิโม่ รุลลี่, มาริโอ กาสปาร์, ราอูล อัลบิโอน, เปา ตอร์เรส,อัลฟอนโซ่ เปดราซ่า, มานูเอล ติเกรอส, ดานี่ ปาเรโฆ่, เอเตียงกาปู, มอย โกเมซ, เคราร์ด โมเรโน่ และคาร์ลอส บัคก้า
แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1): ดาบิด เด เกอา, แอรอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, เอริค ไบญี่, ลุค ชอว์, เฟร็ด, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์, บรูโน่ เฟอร์นานเดส, ปอล ป๊อกบา, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเอดินสัน คาวานี่ .
เส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศ : บียาร์เรอัล รอบแบ่งกลุ่ม :ชนะ ซิวาสสปอร์(ตุรกี) 5-2(เหย้า), ชนะ คาราบัก(อาเซอร์ไบจาน)3-1(เยือน) , ชนะ มัคคาบี้ ไฮฟา(อิสราเอล) 4-0(เหย้า),เสมอ มัคคาบี้ ไฮฟา(อิสราเอล) 1-1(เยือน), ชนะ ซิวาสสปอร์(ตุรกี) 1-0(เยือน) และชนะ คาราบัก(อาเซอร์ไบจาน) 3-0(เหย้า)
รอบน็อกเอาท์ 32 ทีม ชนะ เรด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก(ออสเตรีย) สกอร์รวม 4-1 นัดแรก 2-0(เยือน) นัดสอง2-1(เหย้า), รอบ 16 ทีม ชนะ ดินาโม เคียฟ(ยูเครน) สกอร์รวม4-0 นัดแรก 2-0(เยือน) นัดสอง 2-0(เหย้า), รอบ 8 ทีมชนะ ดินาโม ซาเกร็บ(โครเอเชีย) สกอร์รวม 3-1 นัดแรก 1-0(เยือน) นัดสอง 2-1(เหย้า), รอบรองชนะเลิศ ชนะ อาร์เซนอล 2-1 นัดแรก 2-1(เหย้า) และนัดสอง 0-0(เยือน)
.jpg)
แมนฯยูไนเต็ด : รอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีก ชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง(ฝรั่งเศส) 2-1(เยือน), ชนะ ไลป์ซิก(เยอรมนี) 5-0(เหย้า), แพ้ อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์(ตุรกี) 1-2(เยือน), ชนะ อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์(ตุรกี) 4-1(เหย้า),แพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง(ฝรั่งเศส) 1-3(เหย้า) และแพ้ ไลป์ซิก(เยอรมนี) 2-3
รอบน็อกเอาท์(ตกมาเล่นยูโรป้า) 32 ทีม ชนะ เรอัล โซเซียดัด(สเปน) สกอร์รวม 4-0 นัดแรก 4-0(เยือน) นัดสอง 0-0(เหย้า), รอบ 16 ทีม ชนะ เอซี มิลาน(อิตาลี) สกอร์รวม 2-1 นัดแรก 1-1(เหย้า) นัดสอง 1-0(เยือน), รอบ 8 ทีม ชนะ กรานาด้า(สเปน) สกอร์รวม 4-0 นัดแรก 2-0(เยือน) นัดสอง2-0(เหย้า), รอบรองชนะเลิศ ชนะ โรม่า(อิตาลี) สกอร์รวม8-5 นัดแรก 6-2(เหย้า) นัดสอง 2-3(เยือน)
Head to Head : สถิติการพบกันของทั้งสองทีมเคยดวลกันในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง และไม่น่าเชื่อว่าจะเสมอด้วยกันสกอร์ 0-0 ทั้ง 4 เกม
ทั้งนี้ทีมจากอังกฤษ พบกับทีมจากสเปน ในรายการนี้นัดชิงรวม 4 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 ปี 2001 ลิเวอร์พูล ชนะ อลาเบส ต่อเวลา 5-4 ที่เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน เยอรมนี,ครั้งที่ 2 ปี 2006 เซบีญ่า ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ 4-0 ที่พีเอสวีสตาดิโอน เนเธอร์แลนด์, ครั้งที่ 3 ปี 2010 แอตเลติโก มาดริด ชนะ ฟูแล่ม ต่อเวลา 2-1 ที่โฟคส์พาร์ค สตาอิโอน เยอรมนี และครั้งที่ 4 ปี 2016 เซบีญ่า ชนะ ลิเวอร์พูล 3-1 ที่แซงต์ ยาค็อป-พาร์ค สวิตเซอร์แลนด์ โดยที่ทีมจากสเปนได้แชมป์มาแล้ว 12 สมัย และอังกฤษ ได้ไป 9 สมัย
ความสำเร็จในยุโรป : “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คือทีมแรกของอังกฤษ ที่คว้าแชมป์ถ้วยยูโรเปี้ยน คัพได้เป็นทีมแรก และเป็นทีมที่ 2 ของสหราชอาณาจักร โดยพวกเขาได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ หรือ แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัยปี 1968, 1999 และ 2008, แชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1991,แชมป์ยูโรป้า ลีก หรือ ยูฟ่า คัพ ปี 2017 และแชมป์ซูเปอร์ คัพปี 1991
ทางฝั่ง บียาร์เรอัล เข้าชิงถ้วยยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมที่ก่อตั้งมาเป็นปีที่ 98 หลังจากก่อนหน้านั้นผลงานดีที่สุดคือ เข้ารอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2006 และรอบรองชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก 3 ครั้ง ปี 2004, 2011 และ 2016 ส่วนผลงานดีที่สุดคือชนะเลิศศึกอินเตอร์โตโต้ คัพ หรือ ยูโร ไฟเตอร์ ปี 2003 และ 2004
ผ่าแท็กติกกุนซือ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ลุ้นถ้วยใบแรก หลังจากกระเด็นตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วยมาต่อเนื่องถึง 4 รายการ และเท่ากับเป็นการลุ้นแชมป์แรกในการคุมทีม แมนยูฯ นับตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2018 โดยสมัยเป็นนักเตะเขาเป็นผู้ยิงประตูชัยให้แมนฯยูไนเต็ด ครองถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก ปี 1999
ระบบการเล่นคือ 4-2-3-1 หรือขยับเล่นแบบไดม่อนด์ ก็ขึ้นอยู่กับแท็กติกระหว่างเกม คาดว่าการใช้นักบอลในระบบเดิมนั่นคือ เฟร็ด กับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ เป็นตัวตัดเกม และให้อิสระในการเล่นเกมรุกกับ ปอล ป๊อกบา ที่จะส่ายไปมาซ้าย-ขวาขณะที่ บรูโน่ ปักตรงกลาง ส่วนแนวรุก มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็จะเป็นตัวเคลื่อนอีกคน ทีนี้ขึ้นอยู่กับว่า เอดินสัน คาวานี่ หรือ เมสัน กรีนวู้ด ใครจะได้สตาร์ท
ทางด้าน อูไน อเมรี่ คือพ่อมดของรายการนี้เมื่อนำทัพ เซบีญ่า ครองแชมป์ได้ถึง 3 สมัยซ้อน เมื่อปี 2014, 2015 และ 2016 แต่เขาต้องมีตำหนิไปแล้วเมื่อทำ อาร์เซนอล แพ้ให้กับ เชลซี เมื่อปี 2019 โดยแผนของ อเมรี่ สตาร์ทเหมือนกับ 4-4-2 บนหน้ากระดาน แต่เขาคือผู้ชำนาญแผน 4-3-3 ตัวยง
วิธีก็คือขยับ เคราร์ด โมเรโน่ สลับกับคาร์ลอส บัคก้า ออกมาเล่นด้านกว้างทีละคน ขณะที่ มอย โกเมส หรือ แยเรมี่ ปิโย่ที่จะได้เล่นเกมนี้คนใดคนหนึ่งจะคอยซัพพอร์ต โดย อูไน มีกองกลางตัวเก๋าคอยประคองเกมทั้ง ตริเกรอส และปาเรโฆ่ คอยช่วยดีเลย์เกม นอกจากนี้ เปา ตอร์เรส คือกองหลังที่ แมนยูฯ สนใจอยากจะซื้อร่วมทัพใจจะขาด ก็จะได้วัดฝีมือกันในวันนี้
ทีมผู้ตัดสิน : เคลมองต์ ตูร์กแปง ผู้ตัดสินวัย 39 ปีจากฝรั่งเศส จะได้ทำหน้าที่สำคัญในนัดนี้ โดยเขาเป็นผู้ตัดสินระดับฟีฟ่ามานาน 11 ปี โดยมี นิโคลัส ดาญอส กับ ซิริล แกร็งญอร์ จากฝรั่งเศสทั้งคู่ ถือธงเป็นผู้ช่วยผู้ตัดสิน, ผู้ตัดสินที่ 4 คือ สลาฟโก้ วินซิซ จากสโลวีเนีย, ผู้ตัดสินดูแลวีเออาร์ คือ ฟรองซัวส์ เลเตแซร์ จากฝรั่งเศส โดยกรรมการผู้ช่วยวีเออาร์ 3 คน คือ เยโรม บริซาร์ด จากฝรั่งเศส, เบนฌาแม็ง ปาเกส จากฝรั่งเศส และ ปอล ฟาน บูเคิ่ล จากเนเธอร์แลนด์
ทั้งนี้หากเสมอกันใน 90 นาที จะต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที หากยังไม่รู้ผลแพ้ชนะจะยิงจุดโทษตัดสิน โดยทั้งสองทีมสามารถส่งรายชื่อผู้เล่นสำรองได้ 12 คน เปลี่ยนตัวได้ทั้งสิ้น 5 คน ถ้าหากมีการต่อเวลาพิเศษเกิดขึ้น สามารถเปลี่ยนผู้เล่นคนที่ 6 ได้
ฟันธง : เสมอกันในเวลา 1-1
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี