วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่ต้องย้ายสนามจาก อาร์ตาเติร์ก อิสตันบูล ตุรกี มาเตะกันที่ เอสตาดิโอ โดดราเกา ที่เมืองปอร์โต้ ประเทศโปรตุเกส เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในตุรกีนั้นเข้าขั้นวิกฤติ
ปีนี้เป็นการโคจรมาพบกับของสองทีมมหาเศรษฐีจากเมืองผู้ดีอย่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้าชิงเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังจากที่หักด่าน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รองแชมป์เก่า ในรอบตัดเชือกมาจะดวลกับ “สิงห์บลูส์” เชลซี แชมป์ 1 สมัย ปี 2012 ที่ปราบ เรอัล มาดริด แชมป์ 13 สมัยลงได้อย่างราบคาบ ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือประวัติศาสตร์ที่พาทีมเข้าชิงรายการนี้ 2 ปีติดกับ 2 สโมสร
ความพร้อมของแมนฯซิตี้ : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชาวสเปน ที่ครองแชมป์รายการนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ครั้งหลังสุดต้องย้อนไปเมื่อปี 2011 เขาเพิ่งพาทีมลูกลงเล่นเกมสุดท้ายในลีกด้วยการถล่มเอาชนะ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน 5-0 ฉลองชูถ้วยแชมป์ต่อหน้าแฟนบอล กำลังใจหึกเหิมได้ไปแล้ว 2 แชมป์ ทั้งพรีเมียร์ลีก และคาราบาว คัพ
เป๊ป ไม่มีปัญหาในการจัดทัพผู้เล่นถือว่าพร้อมลงเล่นได้ทั้งหมด บรรดาตัวหลักที่ได้พักจะกลับมาเป็นตัวจริงทั้งหมดใช้ระบบ 4-3-3 มีทางเลือกในการจัดทัพมากมาย ทั้งการให้ เควิน
เดอ บรอยน์ ขยับยืนกลาง หรือขึ้นไปเล่นแบบหน้าตัวหลอก หรือ ฟอลส์ไนน์ โดยมี โรดรี้ เอร์นานเดซ คุมแดนกลางร่วมกับ คาย กุนโดกัน โดยแผงเกมรุก ริยาด มาห์เรซ กับ ฟิล โฟเด้น จะได้สตาร์ทค่อนข้างแน่ ส่วนอีกหนึ่งตำแหน่งต้องเบียดจนถึงวินาทีสุดท้าย ระหว่าง แบร์นาร์โด้ ซิลวา หรือ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง
.jpg)
เส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศ ของแมนฯซิตี้ : รอบแรก ชนะ ปอร์โต้(เหย้า) 3-1, ชนะ มาร์กเซย (เยือน) 3-0, ชนะ โอลิมเปียกอส(เหย้า) 3-0, ชนะ โอลิมเปียกอส (เยือน) 1-0, เสมอ ปอร์โต้ (เยือน) 0-0 และชนะ มาร์กเซย 3-0(เหย้า)
รอบ 16 ทีม ชนะ มึนเช่นกลัดบัค สกอร์รวม 4-0 เยือน 2-0 และเหย้า 2-0, รอบ 8 ทีม ชนะ ดอร์ทมุนด์ สกอร์รวม 4-2 เหย้า 2-1 เยือน 2-1 และรอบรองชนะเลิศ ชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สกอร์รวม 4-1 เยือน 2-1 เหย้า 2-0
11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามของ แมนฯซิตี้ (4-3-3): เอแดร์ซอน โมราเอส-ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, รูเบน ดิอาส, ชูเอา กานเซโล่-โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดกัน,
แบร์นาร์โด้ ซิลวา(ราฮีม สเตอร์ลิ่ง)-ริยาด มาห์เรซ, เควินเดอ บรอยน์ และฟิล โฟเด้น
ความพร้อมของเชลซี : “สิงห์บลูส์” ที่ดูเหมือนผลงานจะดร็อปลงไป เมื่อพลาดแชมป์เอฟเอ คัพ เพราะพ่ายให้กับ เลสเตอร์ซิตี้ 0-1 แถมเกมนัดสุดท้ายก็ดันบุกไปแพ้ให้กับ แอสตัน วิลล่า อีกแต่เดชะบุญอีกคู่ สเปอร์ส ช่วยถล่มเอาชนะ เลสเตอร์ 4-2 ทำให้โควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ยังอยู่ในมือของพวกเขา ทำให้ความกดดันลดไปพอสมควร
โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมัน ที่ปีก่อนเป็นรองแชมป์กับเปแอสเช รอเช็คความฟิต เอดูอาร์ เมนดี้ นายทวารมือหนึ่งว่าจะพร้อมลงเล่นหรือไม่ คาดว่ายังไงต้องเข็นลง เช่นเดียวกันกับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ห้องเครื่องปอดเหล็กน่าจะฟิตสมบูรณ์กลับมาเป็นตัวจริง ยืนคู่กับกับ จอร์จินโญ่ ในระบบการเล่น 3-4-2-1 วิงแบ๊กฝั่งขวาเชื่อว่า ทูเคิ่ล น่าจะไม่ทะลึ่งสลับ รีซ เจมส์ กับเซซาร์อัซปิลิกวยต้า อีก ฝั่งซ้ายเป็น เบน ชิลเวลล์ แผงเกมรุกมี เมสัน เมาน์ท เป็นตัวชูโรง ส่วนอีกสองต้องแย่งกันระหว่าง ฮาคิม ชีเย็ค,คริสเตียน พูลิซิซ, ติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาแวร์ตซ์ คาดว่าสองแข้งจากเยอรมนี จะได้สิทธิ์ตัวจริงก่อน
.jpg)
เส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศของเชลซี : รอบแรก เสมอ เซบีญ่า(เหย้า) 0-0, ชนะ คราสโนดาร์ (เยือน) 4-0, ชนะ แรนส์ (เหย้า) 3-0, ชนะ แรนส์ (เยือน) 2-1, ชนะ เซบีญ่า (เยือน) 4-0, เสมอ คราสโนดาร์ (เหย้า) 1-1
รอบ 16 ทีม ชนะ แอตเลติโก มาดริด สกอร์รวม 3-0 เยือน 1-0 เหย้า 2-0, รอบ 8 ทีม ชนะ เอฟซี ปอร์โต้ สกอร์รวม 2-1 เยือน 2-0 เหย้า 0-1 และรอบรองชนะเลิศ ชนะ เรอัลมาดริด สกอร์รวม 3-1 เยือน 1-1 เหย้า 2-0
Head to Head : ทั้งคู่เคยเจอกันในถ้วยยุโรป 2 นัด เกมรอบรองชนะเลิศศึกคัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1971 ปรากฏว่า เชลซี เอาชนะได้ทั้งสองนัดแบบไปกลับด้วยสกอร์เดียวกันคือ 1-0
ขณะที่การพบกันในนัดชิงชนะเลิศนั้น พบกันมาครั้งเดียว นั่นคือคาราบาว คัพ หรือ ลีกคัพ ปี 2019 ซึ่ง แมนฯซิตี้ ยิงจุดโทษกำชัย
สำหรับสถิติพบกันทั้งหมดนั้น เชลซี เหนือกว่าด้วยการชนะ 68 แมนฯซิตี้ ชนะ 58 และเสมอกัน 40 ครั้ง ส่วนการพบกันในปีนี้ 3 นัด เริ่มจากพรีเมียร์ลีก แมนฯซิตี้ บุกชนะ 3-1 จากนั้นเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ เชลซี ชนะ 1-0 และพรีเมียร์ลีกเชลซี บุกชนะ 2-1
11 นักเตะที่คาดว่าจะลงสนามของเชลซี (3-4-2-1) :เอดูอาร์ เมนดี้-เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์-รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เบน ชิลเวลล์-เมสัน เมาน์ท, ติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาแวร์ตซ์
ทีมผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตอู ลาฮอซ์ ผู้ตัดสินฝีมือดีจากสเปน วัย 44 ปี จะทำหน้าที่เป็นกรรมการ นัดชิงดำเกมเศรษฐี ขณะที่คณะทำงานแทบจะยกชุดจากสเปนทั้งหมด
ผู้ช่วยผู้ตัดสิน หรือ ไลน์แมน เป็นงานของ เปา เดวิส กับโรเบร์โต้ เดล พาโลมาร์, ผู้ตัดสินที่ 4 การ์ลอส เดล เซร์โร่ กรันเด้และผู้ดูแลวีดีโอช่วยเหลือในการตัดสิน หรือ VAR คือ อเลฮานโดรเอร์นานเดซ
ส่วนผู้ช่วยในการเช็ค VAR 3 คน คือ ฆวน มาร์ติเนซ มูนูเอร่า, อิยาโก้ ปริเอโต้ และพาเวล กิล ซึ่ง กิล เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มาจาก โปแลนด์ ที่เหลือคือชาวสแปนิช ทั้งแผง
ทิศทางของเกม : คู่นี้ถึงจุดสุดยอดของยุคลูกหนังมิลเลี่ยนแนร์อย่างแท้จริง เนื่องจากเจ้าของทีมทั้งสองฝั่ง ต่างเป็นจอมทุ่มเงินแบบเต็มดอก ไม่ว่าจะเป็น “เสี่ยหมี” โรมัน อบราโมวิช ที่เข้ามาเทคโอเวอร์เชลซี ตั้งแต่ปี 2003 หรือเงินจากฝั่งอาหรับของ ชีค มานซูร์ที่ซื้อแมนฯซิตี้ ในปี 2008 ก่อนจะเนรมิตให้เกิดโทรฟี่มากมาย และก้าวมาชิงกันเองในถ้วนใหญ่สุดของยุโรป
เป๊ป เดินหน้าอย่างแน่นอน และจะครองบอลเยอะกว่า โดยไม่เอากองหน้าตัวเป้าลงสนาม จะดูเหมาะกว่า เชื่อว่าอาจจะลุยแบบบดขยี้เหมือนกับนัดชิงลีกคัพ กับ สเปอร์ส ก็เป็นได้ เพราะถ้าปล่อยไว้จะถูกบอลคอนโทรลและแก้เพรสเก่งๆ ของ ทูเคิ่ล เล่นงานเอาก็ได้ ที่สำคัญก็คือ แมนฯซิตี้ ต้องแม่นกว่านี้ เพราะในช่วงหลังพวกเขาทิ้งโอกาสและจังหวะในเกมสำคัญบ่อยเกินไป
แผนการเล่นไม่มีใครเปลี่ยนแน่ ยกเว้นบางตำแหน่งที่อาจจะปรับเพื่อทดจุดการรับออกบอล โดย เชลซี น่าจะเลือกทั้ง รีซ เจมส์ และเซซาร์ อัสปิลิกวยต้า ลงด้วยกันเพื่อรับมือบอลฝั่งซ้ายแรงๆ ของ แมนฯ ซิตี้ ที่อาจจะให้ทั้ง ฟิล โฟเด้น หรือ ราฮีมสเตอร์ลิ่ง ลงด้วยกัน รวมถึงออปชั่นให้ อิลคาย มาคอยกระทุ้งช่วยอีกแรง แต่ถ้า เป๊ป ต้องการบอลทางกว้างมากขึ้น แบร์นาโด้น่าจะได้เล่นกับ ริยาด มาห์เรซ เพื่อช่วยกันกด เบน ชิลเวลล์
ตัวที่น่าจับตามองนั่นก็คือ การทำงานของสองมิดฟิลด์นั่นคือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ จอร์จินโญ่ ที่ดูแล้วใช้ได้ผลในการแก้บอลสามเหลี่ยมของ แมนฯซิตี้ ในสองเกมที่ได้ปะทะกัน ซึ่งจุดนี้ เมสันเมาน์ท คงจะต้องทำงานหนักขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะต้องขึ้นลงแทบจะเป็นมิดฟิลด์ไปอีกคน และแน่นอนที่สุด หากว่า ติโม แวร์เนอร์ยังคงใช้โอกาสเปลือง ย่อมไม่เป็นผลดี เพราะโอกาสง้างไกในเกมลักษณะแบบนี้น้อยมาก ส่วน ไค ฮาแวร์ตซ์ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง หากได้เล่นฟอลส์ไนน์อีกที จุดนี้ก็ต้องวัดกันอีกว่า ถ้าหาก ทูเคิล ต้องการคนที่มีสปีดในการโต้กลับโอกาสอาจเป็นของ คริสเตียน พูลิซิซ หรือ ฮาคิม ซิเยค ก็เป็นไปได้
อัตราต่อรอง : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อเสมอควบครึ่ง
“บี แหลมสิงห์” ฟันธง : จบใน 90 นาที แมนฯซิตี้ ชนะ 2-1
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี