วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 22 “เวิลด์คัพ 2022” ที่ประเทศกาตาร์ เป็นเจ้าภาพ โดยเป็นครั้งที่ 2 ของทวีปเอเชีย ที่ได้จัดการแข่งขัน รวมถึงเป็นหนแรกบนดินแดนตะวันออกกลาง ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน ไปจนถึง 18 ธันวาคมนี้ โดยมี 32 ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน
โดยในวันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2022 นี้จะมีการดวลแข้ง 4 คู่ 4 เวลา เหมือนเดิม เกมแรกในเวลา17.00 น.นัดที่สอง กลุ่ม ดี “อินทรีแห่งคาร์เธจ” ตูนิเซีย มาสู้ด้วยใจเกมแรกเปิดเกมแลกกับ “โคนม” เดนมาร์ก เสมอกันไป 0-0 มีอยู่ 1 คะแนน เจอกับ “จิงโจ้” ออสเตรเลีย ที่แพ้ยับให้กับ ฝรั่งเศส 1-4
ตามรายงานเกมนี้ไม่มีปัญหาในการจัดทัพคาดว่า กุนซือ จาเลล คาดรี้ จะยึดระบบการเล่นเดิมคือ 3-4-2-1 ส่งคู่มิดฟิลด์ตัวบู๊อย่าง เอลเยส สคิรี่ และไอส์ซ่า ไลดูนี่ คอยตัดเกมคู่แข่ง ส่วนเกมแรกเป็นหน้าที่ของ วาห์บี้ คาซรี่ ที่น่าจะได้ออกสตาร์ทตัวจริงประสานงานกับ ยุสเซฟ เอ็มซัคนี่ โดยมี อิสซาม เจบาลี่ ยืนเป็นหอกตัวเป้า
ทางฝั่ง ออสเตรเลีย เปิดหัวด้วยการขึ้นนำก่อน แต่ต้านความแข็งแกร่งของทีมแชมป์โลกอย่าง “ตราไก่” ฝรั่งเศส ไม่ไหว พ่ายไป 4-1 เกมนี้ไม่มีทางเลือกอย่างน้อย ๆ ต้องมีแต้มเท่านั้นเพื่อโอกาสในการเข้ารอบต่อไป ตามรายงานไม่มีนักเตะบาดเจ็บ มีความเป็นไปได้ที่อาจจะปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง แต่แกนหลักยังนำโดย แอรอน มอย, แมทธิว เลคกี้, แจ็คสัน เออร์ไวน์, ไรลีย์ แม็คกี, เคร็ก กู๊ดวิน และมิทเชลล์ ดุ๊ก ส่วนสถิติการพบกันของทั้งสองทีม ดวลกันมา 2 ครั้งผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ
คู่ที่ 2 เป็นการเตะในกลุ่ม ซี เวลา 20.00 น.ศึกสองอินทรีต่างทวีป โคจรมาปะทะกัน นั่นคือ “อินทรีขาว” โปแลนด์ ที่มีอยู่ 1 คะแนน พบกับ “อินทรีทะเลทราย” ซาอุดีอาระเบีย ที่พลิกล็อกช็อกโลกคว่ำ อาร์เจนติน่า 2-1
โปแลนด์ ประเดิมเกมแรกด้วยการเสมอกับ “จังโก้” เม็กซิโก 0-0 น่าเสียดายที่พวกเขาควรจะได้ 3 แต้ม แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พลาดจุดโทษ เชื่อว่าเกมนี้พวกเขาจะเน้นเกมรุกมากขึ้น เพราะเป็นโอกาสดีที่จะเก็บคะแนน มาในระบบ 4-1-4-1 วาง เกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวี๊ยค เป็นตัวตัดเกมแดนกลาง แนวรุกนำโดย ยาคุบ คามินสกี้, ปีโอเตอร์ ซีลินสกี้, เซบาสเตียน ซีมานสกี้, นิโกล่า ซาเลฟสกี้ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ต้องตามหาประตูแรกในฟุตบอลโลก
ทางฝั่ง“อินทรีทะเลทราย” ซาอุดีอาระเบีย ประเดิมด้วยการช็อคคนทั้งโลกพลิกแซงเอาชนะเต็งสองอย่าง “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่าได้ 2-1 จนทำให้เจ้าชายมูฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศให้ วันที่ 23 พ.ย. 65 เป็นวันหยุดราชการฉลองชัยชนะกันอย่างเต็มที่ น่าเสียดายที่เกมนี้จะไม่มี ยาสเซอร์ อัล-ชาห์รานี่ แบ็กซ้ายที่บาดเจ็บจากการปะทะกับเพื่อนร่วมทีมจนกะโหลกใบหน้าร้าวต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน ได้แต่ส่งกำลังใจมาช่วยทีม ส่วนกัปตันอย่าง ซัลมาน อัล-ฟาราจ์ ที่บาดเจ็บก็ไม่น่าจะพร้อมเช่นกัน ที่เหลือนำโดย อับดุลเลลาห์ อัล-มัลกี้, เฟราส อัล-บรีกาน, นาวาฟ อัล-อาบิด,โมฮาเหม็ด คานโน่,ซาเล็ม อัล-ดอว์ซารี่และซาเลห์ อัล-เชห์รี่
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม ดวลกันมา 4 ครั้ง ซึ่งเป็นเกมอุ่นเครื่องทั้งหมด โปแลนด์ เก็บเรียบเอาชนะได้หมด
ต่อด้วย คู่ที่ 3 เวลา 23.00 น.”ไก่ทองคำ” ฝรั่งเศส แชมป์โลก 2 สมัย และแชมป์เก่า ที่เก็บไปแล้ว 3 คะแนน จะเจอกับ “โคนม” เดนมาร์ก ชาติจากทวีปยุโรปด้วยกันที่มี 1 แต้ม
ฝรั่งเศส ออกสตาร์ทเกมแรกได้อย่างสวยหรู โอกาสดีที่จะลบอาถรรพ์แชมป์เก่าตกรอบแรก หลังก่อนหน้านี้พากันตกมาแล้ว 3 หนติด เกมนี้ไม่มี ลูก้าส์ แอร์กนองเดซ แนวรับที่บาดเจ็บหนักต้องถอนตัวออกจากการแข่งขัน ทำให้ตำแหน่งนี้จะตกเป็นของน้องชายอย่าง เตโอ แอร์กนองเดซ ที่เล่นได้อย่างดุดัน
ที่เหลือตามรายงานทีมของ ดิดิเย่ร์ เดสชองส์ ไม่มีปัญหาอะไรให้กังวล แค่ลุ้นว่าราฟาเอล วาราน ต้องฟิตหรือไม่ แต่ อิบราฮิม่า โกนาเต้ และดาโย่ต์ อูปาเมกาโน่ ก็ทำได้ดี มาในระบบ 4-2-3-1 วาง ออเรเลียง ชูอาเมนี่ คุมแดนกลางร่วมกับอาเดรียง ราบิโอต์โดยมี อุสมาน เดมเบเล่, อองตวน กรีซมันน์ และคีลิยัน เอ็มบ๊าปเป้ เป็นสามแนวรุก พร้อมมีโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ต้องการ 1 ประตูเพื่อทุบสถิติดาวซัลโวสูงสุดของ เธียร์รี่ อองรี
ทางฝั่ง “โคนม” เดนมาร์ก เกมแรกผลงานถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน เจอบอลที่วิ่งไล่ฟัดอย่าง ตูนิเซีย ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน นัดนี้ทีมของ แคสเปอร์ ยูลมันด์ จะไม่มี โธมัส เดลานีย์ มิดฟิลด์จอมเตะที่บาดเจ็บ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าต้องถอย คริสเตียน เอริคเซ่น ลงมาคุมจังหวะเกมร่วมกับ ปีแอร์-เอมิล ฮอยเบียร์ค และปัก มิคเคล ดามสการ์ด ที่ถนัดเกมรุกลงไป ตำแหน่งอื่น ๆ ยังเหมือนเดิม มีอันเดรียส สคอฟ โอลเซ่น และแคสเปอร์ โดลเบิร์ก ยืนเป็นคู่หัวหอก
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม ดวลกันมา 16 ครั้ง ถือว่าสูสี ฝรั่งเศส ชนะได้ 8 เสมอ 2 และเดนมาร์ก ชนะ 6 น่าสนใจตรงที่การเจอกันใน 2 หนหลังสุดในรายการเนชั่นส์ ลีก เดนมาร์ก ชนะทั้งเหย้าและเยือน ส่วนในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายด้วยกันมา 3 ครั้ง ปี 1998 ฝรั่งเศส ชนะในรอบแบ่งกลุ่ม 2-1 แต่ปี 2002 เดนมาร์ก เอาคืนชนะได้ 2-0 เขี่ยแชมป์เก่าตกรอบ และปี 2018 เสมอกันไป 0-0
คู่สุดท้าย กลุ่ม ซี ถือเป็นเกมเดือดในเวลาตี 2 ตรง “ฟ้าขาว” ทีมชาติอาร์เจนติน่า แชมป์โลก 2 สมัย ที่พังพาบมาในเกมแรก จะพบกับ “จังโก้” ทีมชาติเม็กซิโก จากคอนคาเคฟ
“ฟ้าขาว”ประเดิมสนามเกมแรกได้น่าผิดหวังสุด ๆ หลังพ่ายให้กับ ซาอุดีอาระเบีย แบบช็อคโลก 1-2 เกมนี้ต้องรวมใจกันกลับมาให้ได้อีกครั้ง ตามรายงานไม่มีปัญหาผู้เล่นได้รับบาดเจ็บ แกนหลักในเกมที่แล้วยังอยู่กันครบ คาดว่ากุนซือ ลีโอเนล สกาโลนี่ อาจจะปรับทัพบางตำแหน่ง กอนซาโล่ มอนเที่ยล และลิซานโดร มาร์ติเนซ น่าจะได้ลงมาเป็นตัวจริงในแนวรับ ส่วน อเล็กซิส แม็ค อลิสเตอร์ ที่ฟอร์มดีกับไบร์ทตัน มีโอกาสจะได้เล่นแทน ปาปู โกเมซ สามแนวรุกยังเป็น ลีโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ตัวความหวังสูงสุด, เลาตาโร่ มาร์ติเนซ และอังเคล ดิ มาเรีย
ทางฝั่ง “จังโก้” เสมอกับ โปแลนด์ มาแบบไม่มีสกอร์ 0-0 ทำให้ตอนนี้มี 1 แต้ม ทีมของ ตาต้า มาร์ติโน่ ตามรายงานไม่มีใครบาดเจ็บ ข่าวดีคือการได้ ราอูล ฆิมิเนซ ที่น่าจะฟิตสมบูรณ์พร้อมกลับมายืนในตำแหน่งหน้าเป้า ทำให้ เฮนรี่ มาร์ติน จะหลุดไปนั่งสำรอง นอกนั้นอยู่กันครบจัดทีมในระบบ 4-3-3 พร้อมสู้เต็มที่ นำโดย เฮคตอร์ เอร์เรร่า, เอ็ดสัน อัลบาเรซ, อันเดรส กวาร์ดาโด้, เออร์วิ่ง โลซาโน่ และอเล็กซิส เวก้า
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม ดวลกันมา 35 ครั้ง ในทุกรายการ อาร์เจนติน่า เหนือกว่าเยอะชนะได้ 16 เสมอ 14 ส่วน เม็กซิโก ชนะ 5 ถ้าหากนับเฉพาะในฟุตบอลโลก เจอกันมาก่อนหน้านี้ 3 ครั้ง “ฟ้าขาว” ชนะทุกเกม เริ่มจากปี 1930 ยำใหญ่ 6-3, ปี 2006 ชนะ 2-1 หนล่าสุดปี 2010 อาร์เจนติน่า ชนะ 3-1
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี