วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ อังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 ซีซั่นที่ 145 ของการดวลแข้ง เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ลงเล่นในเวลา 21.00น. ที่สนามเวมบลีย์ ในมหานครลอนดอน “สิงห์บลูส์” เชลซี จะพบกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้
เชลซี เจ้าของแชมป์รายการนี้ 8 สมัย หนสุดท้ายที่ทำได้คือปี 2018 เฉือนเอาชนะ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ในยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ ล่าสุดเพิ่งหยุดสถิติการแพ้รวดในลีกไว้ที่ 6 เกม หลังบุกไปเสมอกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 1-1
เส้นทางในรายการนี้ถือว่าไม่ได้หนักเท่าไหร่เจอแต่ทีมลีกรอง แต่ก็ต้องเล่นเกมเยือนถึง 3 รอบ เริ่มจากถล่ม ชาร์ลตัน ในรอบสาม 5-1 อัด ฮัลล์ ซิตี้ 4-0 และไปเสมอ เร็กซ์แฮม 2-2 ก่อนจะต่อเวลาพิเศษเอาชนะมาได้ 4-2 ในรอบก่อนรองชนะเลิศจัดหนักกระซวก พอร์ทเวล 7-0 และรอบตัดเชือกบดเอาชนะ “ยูงทอง” ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-0
3 ผู้เล่นอย่าง โรเบิร์ต ซานเชซ, เปโดร เนโต้ และอเลฮานโดร การ์นาโช่ กลับมาซ้อมแล้ว ที่ชวดแน่นอนคือ วิลเลี่ยน เอสเตเวา, เจมี่ ไบโน่ กิตเทนส์ และเจสซี่ เดอร์รี่ มีปัญหาอาการบาดเจ็บ นอกนั้นกลับมาหมดแล้ว ยึดระบบ 4-2-3-1 อาจจะดัน รีซ เจมส์ ขึ้นไปเล่นคุมแดนกลางร่วมกับ มอยเซส ไคเซโด้ แนวรุกวาง โคล พัลเมอร์ เป็นผู้นำประสานงานกับ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ส่วนปีกซ้ายหาก เนโต้ ฟิตจะได้สตาร์ท แต่ถ้าไม่มีฟิตก็มีโอกาสจะใช้ มาร์ก กูกูเรลญ่า ที่ทำได้ดีเล่นต่อไป โดยมี ชูเอา เปโดร เป็นหน้าเป้า
ฝั่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์บอลถ้วยคาราบาว คัพ ไปแล้ว และยังมีลุ้นใน 2 เกมสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ล่าสุดเปิดบ้านถล่ม “ปราสาทเรือนแก้ว” คริสตัล พาเลซ 3-0 ในเกมนัดตกค้างเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่วนเส้นทางในรายการนี้ประเดิมด้วยการถล่ม เอ็กเซเตอร์ 10-1, ทุบ ซัลฟอร์ด ซิตี้ 2-0 ก่อนจะมาเจอทีมในพรีเมียร์ลีกบุกอัด “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1 ในรอบ 5 ก่อนจะโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในรอบ 8 ทีม ด้วยการถล่ม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 4-0 และตัดเชือกเฉือน “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1
ความพร้อมในเกมนี้มีปัญหาจุดเดียวคือการต้องรอทดสอบความฟิตของ โรดรี้ เอร์นานเดซ ที่พลาดการลงสนามใน 5 เกมหลังสุด ทำให้โอกาสน่าจะตกเป็นของ นิโก้ กอนซาเลซ นอกนั้นอยู่กันครบ โดยจะคุมจังหวะเกมแดนกลางร่วมกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา แนวรุกใช้ อองตวน เซเมนโย่, รายาน แชร์กี และเฌเรมี่ โดกู ปั้นเกมรุกอยู่ด้านหลังหน้าเป้าอย่าง เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม แมนฯซิตี้ ไม่แพ้ให้กับ เชลซี ในการเจอกัน 13 เกมหลังสุด ชนะ 10 เสมอ 3 เจอกันในเอฟเอ คัพ มา 9 ครั้ง ซิตี้ ชนะ 6 เชลซี ชนะ 3
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนามในเกมนี้
เชลซี (4-2-3-1): โรเบิร์ต ซานเชซ, มาโล กุสโต้, เวสลีย์ โฟฟาน่า, ลีวาย โคลวิลล์, ยอร์เรล ฮาโต้, รีซ เจมส์, มอยเซส ไคเซโด้, โคล พัลเมอร์, เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ, มาร์ก กูกูเรลญ่า และชูเอา เปโดร
แมนฯซิตี้ (4-2-3-1): เจมส์ แทร็ฟฟอร์ด, มาเตอุส นูเนส, อับดูโคดีร์ คูชานอฟ, มาร์ค เกอี, นิโก้ โอไรลีย์, นิโก้ กอนซาเลซ, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, อองตวน เซเมนโย่, รายาน แชร์กี, เฌเรมี่ โดกู และเออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์
สำหรับคู่ชิงปีนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้าชิงมาแล้ว 14 ครั้ง ได้แชมป์ไป 7 สมัย พร้อมกับเป็นทีมแรกที่ได้ชิงถึง 4 ปีซ้อน ส่วน เชลซี เข้าชิง 16 ครั้ง ได้แชมป์ไป 8 สมัย
สกอร์ที่คาด: เชลซี 1-2 แมนฯซิตี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี