533.jpg
'Trust the process' ในวันที่'อาร์เตต้า'พาปืนถึงฝันที่รอคอย

'Trust the process' ในวันที่'อาร์เตต้า'พาปืนถึงฝันที่รอคอย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.21 น.


ช่วงเวลา 22 ปี หากนับเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  ก็เทียบเท่ากับการเริ่มต้นมีชีวิตจนไปถึงเรียนจบปริญญาตรี

ยาวนานมากจริงๆ ....



แต่ถึงเวลานี้ ในที่สุดการรอคอยอันยาวนานของ อาร์เซน่อล ก็สิ้นสุดลงแล้ว และเส้นทางที่ มิเกล อาร์เตต้า ใช้เวลาสร้างทีมถึง 6 ปี ก็พา "ไอ้ปืนใหญ่" กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง 

ยอดทีมจากลอนดอนเหนือผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 14 หลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำได้เพียงเสมอบอร์นมัธ 1-1 ส่งผลให้ทีมของ อาร์เตต้า การันตีแชมป์ทันที ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขที่สนามซ้อมลอนดอน โคลนี่ย์ ซึ่งนักเตะรวมตัวกันชมเกมดังกล่าวพร้อมกัน

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของ “แผนระยะยาว” ที่ถูกวางเอาไว้อย่างละเอียดรอบคอบตั้งแต่หลายปีก่อน 

พวกเขาเชื่อว่าช่วงปี 2023-2027 จะเป็นช่วงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เริ่มอ่อนแรงลงจากการครองความยิ่งใหญ่ต่อเนื่อง ทั้งเรื่องอายุผู้เล่น สัญญา และการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม  

ย้อนกลับไปปี 2020 ในช่วงที่ อาร์เซน่อล ยังลอยอยู่กลางตารางและ อาร์เตต้า กำลังโดนกดดันหนัก กุนซือชาวสแปนิช เดินทางไปเดนเวอร์พร้อม ทิม ลูอิส เพื่อพบกับ สแตน โครเอนเก้ เจ้าของสโมสร และนำเสนอวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพาอาร์เซน่อลกลับมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังอีกครั้ง 

จากจุดนั้น สโมสรเริ่มยกเครื่องใหม่แทบทั้งหมด

การเข้ามาของ เอดู ในตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาเมื่อปี 2019 คือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ ฝ่ายแมวมองเดิมจำนวนมากถูกยุบ ก่อนสร้างทีม “Football Intelligence” ขึ้นมาใหม่ เพื่อวิเคราะห์อนาคตของฟุตบอลอังกฤษแบบเชิงลึก 

 

อาร์เซน่อล เริ่มวางนโยบายเสริมทัพอย่างชัดเจน พวกเขาซื้อผู้เล่นอายุไม่เกิน 23 ปี และมีค่าตัวไม่เกิน 40 ล้านยูโร แนวทางนี้นำไปสู่การคว้าตัว มาร์ติน โอเดการ์ด และ เบน ไวท์ ซึ่งต่อมากลายเป็นแกนหลักสำคัญของทีม

แน่นอนว่าระหว่างทางมีความเจ็บปวด สโมสรต้องตัดใจปล่อยผู้เล่นค่าเหนื่อยสูงและระเบียบวินัยไม่เข้าตาหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เมซุต โอซิล, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง, ดาบิด ลุยซ์, เอคตอร์ เบเยริน หรือ นิโกล่าส์ เปเป้ 

ผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง บูกาโย ซาก้า, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่, เอมิล สมิธ โรว์ และ วิลเลียม ซาลิบา เติบโตขึ้นพร้อมกัน ทีมถูกออกแบบให้มีอายุใกล้เคียงกัน เพื่อพัฒนาไปพร้อมกันทั้งในและนอกสนาม จนเกิดสายสัมพันธ์อันแข็งแกร่งในห้องแต่งตัว

 

อาร์เตต้า เองก็ไม่ได้เป็นเพียงโค้ช แต่กลายเป็นผู้นำทางอุดมการณ์ของสโมสร ความละเอียดของเขาแทบถึงขั้นหมกมุ่น ตั้งแต่แท็คติก เซตพีซ จิตวิทยา ไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุดในสนามซ้อม หนึ่งในกุญแจสำคัญคือ นิโกล่าส์ โยเวอร์ โค้ชลูกตั้งเตะที่ช่วยยกระดับอาร์เซน่อลให้กลายเป็นทีมที่อันตรายที่สุดทีมหนึ่งจากจังหวะเซตพีซ

อาร์เตต้า หมกมุ่นกับเรื่องวัฒนธรรมทีมอย่างมาก ตอนเข้ามาคุมทีมใหม่ ๆ เขาให้คนสนิทไปสอบถามพนักงานทั่วสโมสรว่า การทำงานที่ อาร์เซน่อล เป็นอย่างไร และคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “Toxic” หรือ “เป็นพิษ”

จากวันนั้น กุนซือชาวสแปนิช พยายามเปลี่ยนทุกอย่างด้วยหลัก 3 ข้อคือ ความเคารพ ความทุ่มเท และแพสชั่น เขาสร้างสภาพแวดล้อมที่นักเตะรู้สึกปลอดภัยและเป็นหนึ่งเดียวกัน 

แม้จะขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานอันโหดเหี้ยม นักเตะหลายคนเคยมีปัญหากับกฎห้ามต่อรองของเขา แต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจว่าทั้งหมดทำเพื่อยกระดับทีม

เบื้องหลังความสำเร็จในฤดูกาลนี้ ยังเกิดจากการเสริมทัพครั้งใหญ่หลังแต่งตั้ง อันเดรีย แบร์ต้า เข้ามาเป็นผู้อำนวยการกีฬาคนใหม่ สโมสรเลือกสร้างทีมที่สมบูรณ์มากกว่าทุ่มเงินใส่ซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียว จนได้ตัว วิคตอร์ เยอเคเรส, มาร์ติน ซูบิเมนดี้, เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า, คริสเตียน มอสเกร่า, โนนี่ มาดูเอเก้ และ ปิเอโร่ อินกาปีเย่ เข้ามาเพิ่มความลึกของขุมกำลัง

แม้จะมีปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานตลอดฤดูกาล แต่อาร์เซน่อลก็ยังยืนระยะได้ ด้วยคุณภาพทีมที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นร่วมกัน นักเตะอย่าง เดแคลน ไรซ์, กาเบรียล มากัลเญส และ ดาบิด ราย่า ต่างเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ดาวรุ่งอย่าง ไมลส์ ลูอิส-สเคลลี่ และ แม็กซ์ ดาวแมน ก็แจ้งเกิดเต็มตัว

หนึ่งในภาพจำของฤดูกาล คือประตูสุดสวยของ ดาวแมน วัยเพียง 16 ปี ที่ลากเกินครึ่งสนามเข้าไปซัดประตูปิดกล่อง ในเกมชนะเอฟเวอร์ตัน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ปลุกพลังทั้งสโมสร และแสดงให้เห็นว่าอาร์เซน่อลไม่ได้คิดแค่วันนี้ แต่กำลังสร้างอนาคตระยะยาวไปพร้อมกัน

แม้หลายคนเบื้องหลังจะทยอยอำลาสโมสร ไม่ว่าจะเป็น เอดู หรือทีมงานคนสำคัญหลายราย แต่ อาร์เตต้า ยังคงยืนอยู่ตรงกลางของโปรเจกต์ เขาคือพลังขับเคลื่อนหลัก เป็นทั้งแรงกดดัน แรงผลักดันในยุคใหม่แห่งอาร์เซน่อล

จากทีมที่เคยถูกมองว่าดีแต่ป้อ ล้อไม่หมุน วันนี้พวกเขากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างสมศักดิ์ศรี 

และที่สำคัญกว่านั้นคือ อาร์เซน่อลเชื่อว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

หลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันที่ 30 พฤษภาคม ซึ่งอาจกลายเป็นฤดูกาลประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงของทีมชุดนี้

เมื่อ 6 ปีก่อน โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากความเชื่อ วันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า 

ความอดทน การวางแผน และความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง สามารถพาอาร์เซน่อลกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง และตอนนี้ “หน้าต่างแห่งชัยชนะ” ของพวกเขา

ยังคงเปิดอยู่เต็มบาน


 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top