542.jpg
ปรีวิว-ฟันธง! 'ฟ้าขาว’ดร็อป‘เมสซี่’ส่งท้ายแบ่งกลุ่ม 

ปรีวิว-ฟันธง! 'ฟ้าขาว’ดร็อป‘เมสซี่’ส่งท้ายแบ่งกลุ่ม 

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.44 น.

 

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ประจำเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2026  ในเวลา 09.00น. เป็นเกมนัดสุดท้ายของกลุ่มเจ   แชมป์เก่า “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า จะพบกับ “นักรบเพตรา” จอร์แดน ฟาดแข้งที่สนามเอทีแอนด์ที สเตเดี้ยม ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี อิสท์วาน โควัคส์ จากโรมาเนียเป็นผู้ตัดสิน 


 

จอร์แดน ลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกถือว่าทำได้ดี แม้ว่าจะพ่ายให้กับ ออสเตรีย 1-3 และแอลจีเรีย 1-2 แต่ถ้าพูดถึงรายละเอียดของเกมพวกเขาสู้ได้น่าประทับใจสมศักดิ์ศรี ยังไม่มีคะแนนการันตีการจบอันดับบ๊วยของกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทีมของกุนซือ จามาล เซลลามี่ ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บ มีความเป็นไปได้ว่าจะปรับทีมบางตำแหน่งเปิดโอกาสให้สำรองลงสัมผัสเกมบ้าง

 

ฟาก อาร์เจนติน่า ชนะ 2 เกมติดชนิดที่ไม่เสียประตูให้กับคู่แข่งถล่ม แอลจีเรีย 3-0 และต้อนออสเตรีย 2-0 มี 6 คะแนน การันตีการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในฐานะแชมป์กลุ่ม ลิโอเนล เมสซี่ เหมาคนเดียว 5 ประตู ส่งผลให้เขาทุบสถิติกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของฟุตบอลโลกรอบด้วยจำนวน 18 ประตู แต่ด้วยสถานการณ์ทำให้เกมนี้มีโอกาสสูงว่ากุนซือ ลิโอเนล สกาโลนี่ จะพักแกนหลักหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะ ฟาคุนโด้ เมดิน่า และเลอันโดร ปาเรเดส ที่มีใบเหลืองติดตัว โอกาสเป็นของ นิโคลัส โอตาเมนดี้, เอเซเกล ปาลาซิออส, วาเลนติน บาร์โก้, ฮูเลี่ยน อัลบาเรซ และจูเลียโน่ ซิเมโอเน่ ได้ลงสนาม           

 

11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาด

 จอร์แดน (3-4-3): ยาซิด อาบูไลลา, อับดัลลาห์ นาซิบ, ยาซาน อัล-อาหรับ, ฮูซาม อาบูดาฮับ, อิห์ซาน ฮัดดัด, นิซาร์ อัล-ราชดาน, นอร์ อัล-ราวาบเดห์, โมฮาเหม็ด ตาฮา, มูซา อัล-ตามารี่, อาลี โอลวาน และมาห์มู้ด อัล-มาร์ดี้

อาร์เจนติน่า (4-3-3) : เคโรนิโม่ รุลลี่, กอนซาโล่ มอนเทียล, นิโคลัส โอตาเมนดี้, มาร์กอส เซเนซี่, วาเลนติน บาร์โก้, นิโก้ ปาซ, เอเซเกล ปาลาซิออส, โจวานี่ โล เซลโซ่, จูเลียโน่ ซิเมโอเน่, ฮูเลี่ยน อัลบาเรซ และนิโก้ กอนซาเลซ         


สกอร์ที่คาด : อาร์เจนติน่า ชนะ 3-1

ส่วนอีกคู่ในเวลาเดียวกัน ที่สนาม แอร์โรว์เฮด สเตเดี้ยม ในเมือง แคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นเกมที่น่าสนใจของสองทีมที่แย่งกันเข้ารอบโดยตรง “จิ้งจอกทะเลทราย” แอลจีเรีย จะดวลกับ “ขุนแข้งแห่งดานูบ” ออสเตรีย โดยมี อิลกิซ ตันตาเชฟ จากอุซเบกิสถาน เป็นผู้ตัดสิน

 

แอลจีเรีย พ่ายให้กับแชมป์เก่า อาร์เจนติน่า แบบหมดรูป 0-3 ในเกมแรก ก่อนจะคืนฟอร์มพลิกนรกแซง จอร์แดน 2-1 คว้า 3 คะแนนสำคัญกลับมามีลุ้นเข้าแบบเต็มตัวในนัดสุดท้าย อย่างไรก็ตามเกมนี้ผลเสมอไม่เพียงพอต่อการจบอันดับสอง เนื่องจากผลต่างประตูได้เสียเป็นรองคู่แข่งอยู่ 2 ประตู เกมนี้หมดสิทธิ์ใช้งาน โมฮาเหม็ด อามูร่า แนวรุกความเร็วสูงที่บาดเจ็บแฮมสตริง ที่เหลือไม่มีอะไรให้กุนซือ วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช ต้องหนักใจ จัดเต็มในระบบ 4-2-3-1 พร้อมดัน ฟาเรส ไชบี้ ขึ้นไปเล่นเกมรุกประสานงานกับ อิบราฮิม มาซ่า, ริยาด มาห์เรซ และอามิน กูอิรี่    

   

ทางฝั่ง ออสเตรีย มีอยู่ 3 คะแนน เงื่อนไขในเกมนี้ขอแค่เสมอพวกเขาจะเข้ารอบด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มทันที ทีมของ ราล์ฟ รังนิก ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บหรือติดโทษแบน อาจจะปรับแค่ตำแหน่งเดียวในแดนหน้า ตัวเก๋าอย่าง มาร์โก อาร์เนาโตวิช ที่นั่งสำรองมา 2 เกมติด มีโอกาสจะได้สตาร์ทตัวจริง โดยมี โรมาโน่ ชมิด, พอล วานเนอร์ และมาร์เซล ซาบิตเซอร์ ทำเกมรุกอยู่ด้านหลัง          

 

สถิติการพบกันของทั้งสองทีม 1 ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปนเป็นเจ้าภาพ ออสเตรียเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 2-0  อย่างไรก็ตามเกิดประเด็นดราม่าที่เป็น แค้นฝังลึกของแฟนบอลแอลจีเรียในเหตุการณ์ “อัปยศแห่งกิฆอน” ออสเตรีย และเยอรมนีตะวันตก ถูกตราหน้าว่าฮั้วกันในเกมนัดสุดท้าย ในยุคนั้นการแข่งขันนัดสุดท้าย ของรอบแบ่งกลุ่มยังไม่ได้เตะพร้อมกัน แอลจีเรีย ลงเล่นก่อนเฉือน ชิลี ไป 3-2

 

ออสเตรีย ปล่อยให้ เยอรมนีตะวันตก ชนะ 1-0 หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เคาะบอลกันไปมาเพื่อกอดคอกันเข้ารอบ โดยมี 4 คะแนนเท่ากันทั้งสามทีม แต่ผลต่างประตูได้เสีย แอลจีเรีย เป็นรอง ซึ่งแฟนบอลในสนามทั้ง เยอรมนีตะวันตก และออสเตรีย ต่างก็ส่งเสียงโห่กันระงม บางคนเอาเงินมาโบกประชด บางคนถึงขั้นเผาธงชาติตัวเองทิ้งด้วยความอับอาย

แม้ แอลจีเรีย ได้ยื่นคำร้องไปยังฟีฟ่าไม่เป็นผล เหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟีฟ่า เปลี่ยนกฎให้รอบแบ่งกลุ่มทุกรายการต้องเตะพร้อมกันในเวลาเดียวกัน เริ่มต้นตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1986 เป็นต้นมา

 

11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม 

แอลจีเรีย (4-2-3-1): ลูก้า ซีดาน, ราฟิค เบลกาลี, ไอส์ซ่า มานดี้, รามี่ เบนเซไบนี่, รายาน เอต-นูริ, นาบิล เบนทาเล็บ, ฮิชาม บูดาวี, ริยาด มาห์เรซ, อิบราฮิม มาซ่า, ฟาเรส ไชบี้ และอามิน กูอิรี่

 ออสเตรีย (4-2-3-1) : อเล็กซานเดอร์ ชาลาเงอร์, สเตฟาน พอช, เควิน ดานโซ่, ดาวิด อลาบา, คอนราด ไลเมอร์, นิโคลัส ไซวัลด์, ซาวอร์ ชาลาเงอร์, พอล วานเนอร์, มาร์เซล ซาบิตเซอร์, โรมาโน่ ชมิด และมาร์โก อาร์เนาโตวิช


สกอร์ที่คาด : ออสเตรีย ชนะ 2-1

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top