วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
“พิพิธภัณฑสถานคือแหล่งแสดงรากเหง้าความเป็นมาของมนุษยชาติในแต่ละท้องถิ่นแต่ละชุมชนในยุคสมัยต่างๆ สำหรับผู้ที่มีรากมีเหง้าความเป็นมามักจะชื่นชมและเข้าไปค้นหารากเหง้าของตนเองในพิพิธภัณฑสถานตลอดเวลา แต่สำหรับคนไร้รากไร้เหง้าไร้ความเป็นมาแล้ว เขาไม่เห็นความสำคัญใดๆ ของพิพิธภัณฑสถานแม้แต่น้อย”
.jpg)
มีคำถามมากมายว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ อยู่ที่ไหนกันแน่ นักโบราณคดีที่ศึกษาเรื่องนี้ต่างถกเถียงกันโดยยังหาข้อสรุปตรงกันมิได้ แต่นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งทั้งไทยและเทศที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจังต่างปักใจเชื่อว่า ดินแดนสุวรรณภูมิต้องอยู่ ณ เมืองอู่ทอง (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี)
.jpg)
เมื่ออ้างอิงจากหลักฐานที่ขุดค้นพบปรากฏว่า เมืองอู่ทองมีอายุเก่าแก่ก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาหลายร้อยปี ดังนั้นหลักฐานนี้จึงลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่า พระเจ้าอู่ทองทรงอพยพผู้คนจากอู่ทองเพื่อหนีโรคห่าไปทรงสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ ณ กรุงศรีอยุธยา
.jpg)
ตะลอนเที่ยววันนี้จะพาคุณไปเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมืองอู่ทอง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภออู่ทอง ถนนมาลัยแมน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี (ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 30 กิโลเมตร) อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2508-2509 เป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้จากแหล่งโบราณคดีในเมืองอู่ทอง และบริเวณรอบๆ เมืองอู่ทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2509
.jpg)
ขอเรียนตามตรงว่าภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุที่ควรค่าแก่การชมอย่างมากมายทุกสิ่งอัน แล้วถ้ายิ่งได้ทราบความเป็นมาของโบราณวัตถุเหล่านั้นด้วยแล้ว รับรองว่าคุณจะตื่นตะลึงเพราะความอัศจรรย์ใจแล้วจะรักประเทศไทยของเรามากยิ่งขึ้น
โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมที่ต้องชมให้ได้คือ
ดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร ศิลปะอินเดียแบบอมราวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 (ราว 1,600 -1,700 ปีมาแล้ว) เป็นภาพภิกษุ 3 รูป ยืนอุ้มบาตรครองจีวรคลุม จีวรมีลักษณะเป็นริ้ว สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อประดับศาสนสถาน (ถือเป็นโบราณวัตถุซึ่งมีอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบอมราวดีที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย)
.jpg)
ปูนปั้นภาพพระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะอินเดียแบบอมราวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 ลักษณะปูนปั้นภาพพระพุทธรูปนาคปรกชำรุดเหลือเฉพาะส่วนฐาน เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิไขว้พระบาทหลวมๆ พระหัตถ์ทั้งสองวางประสานกันที่พระเพลา ด้านล่างเป็นขนดนาค 3 ชั้นซ้อนกัน แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอมราวดีของอินเดีย
สิงห์สำริด ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 (ราว 1,200-1,300 ปีมาแล้ว) สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ สิงโตสำริดชิ้นนี้นอกจากมีขนาดเล็กและหล่อด้วยสำริดแล้ว ฝีมือการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะเป็นธรรมชาติ
.jpg)
เครื่องประดับรูปกินรี ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 ด้านหลังเครื่องประดับทำเป็นห่วงกลม (คล้ายต่างหู) ด้านหน้าทำเป็นรูปบุคคลมีหน้าเป็นมนุษย์สวมต่างหูทรงกลม ผมเป็นมวย ลำตัวมีขนปกคลุม ขาคล้ายสัตว์ประเภทนก (สันนิษฐานว่าเป็นรูปกินรี)
เครื่องประดับทองคำ (ลูกปัด) ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 (ราว 1,400 ปีมาแล้ว) ลูกปัดทองคำมีขนาดเล็กรูปทรงกลมพร้อมจี้ทองคำฝังพลอย ตัวจี้เป็นรูปวงกลมมีรัศมีโดยรอบ ขอบทำเป็นลวดลายเม็ดไข่ปลา ตรงกลางมีพลอยสีขาวประดับ ลูกปัดที่พบในเมืองอู่ทองส่วนมากอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี มีทั้งทำจากหินมีค่า แก้ว ดินเผา และทองคำ ลูกปัดเหล่านี้นอกจากความสวยงามแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการผลิต และเป็นหลักฐานแสดงการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติได้ด้วย
.jpg)
เหรียญกษาปณ์โรมัน ด้านหน้ามีพระพักตร์ด้านข้างของจักรพรรดิซีซาร์วิคโตรินุส สวมมงกุฎยอดแหลมเป็นแฉก มีตัวอักษรล้อมรอบอยู่ริมขอบเหรียญว่า IMP C VICTORINUS PF AUG ซึ่งเป็นคำย่อของ Emperor Caesar Victorinus Felix Auguste แปลว่าจักรพรรดิซีซ่าร์วิคโตรินุส ศรัทธา ความสุข เป็นสง่า ส่วนด้านหลังของเหรียญ เป็นรูปเทพอาธีนา (จักรพรรดิวิคโตรินุสคือกษัตริย์อาณาจักรโรมัน ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 812-814)
.jpg)
เหรียญเงินจารึกว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณย ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 เป็นเหรียญเงิน ทรงกลม ด้านหนึ่งมีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตสองบรรทัด อ่านได้ความว่า “ศรีทวารวติ ศวรปุณย” แปลว่า “การบุณย์แห่งพระเจ้าศรีทวารวดี”
ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นลวดลายรูปแม่โคกับลูกโคในลักษณะหันด้านข้าง ภาพของแม่โคถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจในการผลิตของธรรมชาติที่อาจมีความสัมพันธ์กับคติของการบูชาคชลักษณมี (เทพีแห่งโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์)
.jpg)
ประติมากรรมรูปคชลักษมี ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-14 เป็นดินเผา สูง 8 เซนติเมตร กว้าง 5 เซนติเมตร ด้านล่างทำเป็นรูปกลีบบัว ตรงกลางเป็นรูปพระลักษมีประทับนั่ง พระหัตถ์ทั้งสองถือก้านดอกบัวที่ระดับพระอุระ ด้านล่างทำเป็นรูปช้างขนาบอยู่แต่ส่วนหัวหักหายไป สันนิษฐานว่าทำเป็นรูปช้างชูงวงถือหม้อน้ำ (บูรณฆฏะ) เพื่อสรงน้ำพระลักษมี (ชายาของพระวิษณุ) ในคติศาสนาพราหมณ์ฮินดูหมายถึงคชลักษมี หรืออภิเษกพระศรี เป็นการแสดงออกถึงความมีโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตทั้งหลาย ส่วนในศาสนาพุทธ สัญลักษณ์เช่นนี้อาจสื่อถึงปางประสูติ โดยเทวีตรงกลางหมายถึงพระนางสิริมหามายา สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุมงคลที่พ่อค้านำติดตัวเพื่อให้เกิดโชคลาภ หรือความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า
ธรรมจักรศิลา พร้อมแท่นและเสา โดยมีหินสลักคำจารึกว่า “ปุษยคีรี” เป็นศิลปะทวารวดีมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 (ราว1,300 -1,400 ปีมาแล้ว) เป็นธรรมจักรศิลาทรงกลม ฉลุซี่ล้อโปร่ง ที่ฐานสลักลวดลายกลีบบัวบาน ขอบธรรมจักรสลักลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสลับวงกลมเรียงเป็นแถว มีเสาตั้งเป็นแท่งหินรูป 8 เหลี่ยม หัวเสาสลักลวดลายพวงอุบะ มีแท่นรองธรรมจักรเป็นรูป 4 เหลี่ยม ธรรมจักรศิลานี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะสมัยทวารวดีที่สมบูรณ์ที่สุดในเมืองไทย ขอเรียนว่านี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของโบราณวัตถุที่ควรค่าแก่การชมในพิพิธภัณฑ์อู่ทอง ซึ่งอันที่จริงยังมีลูกปัดที่งดงามให้ชมอีกมากมาย
เวลาทำการของพิพิธภัณฑ์อู่ทอง เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ โดยไม่หยุดในวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. ปิดทำการวันจันทร์-วันอังคาร ค่าเข้าชม คนไทย 30 บาท คนต่างชาติ 150 บาท (ไม่เก็บค่าเข้าชมค่าสำหรับนักเรียน นักศึกษาใน
เครื่องแบบ พระภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาต่างๆ และผู้มีอายุเกิน 60 ปี)
.jpg)
ทริปนี้ นอกจากไปชมโบราณวัตถุล้ำค่าแล้ว ยังได้มีโอกาสตะลอนกินไปกับ SCG (กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์ไทย) โดยอาหารที่กินก็เป็นฝีมือของชาวโซ่ง หรือไทยทรงดำ อาทิ แกงบอนกับปลาช่อนนาทอดแกงใบยอ (คล้ายๆ กับแกงขี้เหล็ก) กับปลา สำหรับแกงบอนรสอร่อยนั้นต้องบอกว่าหากินได้ยากมากเหลือเกินในประเทศไทยในยุคนี้ แล้วยังมีดอกชมจันทร์ผัดน้ำมันให้ทานด้วย
.jpg)
แล้วปิดท้ายด้วยการดวลฝีมือทำอาหารจากผู้ร่วมทริป ซึ่งก็เป็นอาหารง่ายๆ พื้นๆ แต่ถ้าหากทำไม่เป็นก็ไม่อร่อย อาหารที่ว่านั้นคือ ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ และปลาสร้อยทอดกรอบ ข้าวผัดปลาเค็ม และคอหมูย่าง
.jpg)
สรุปว่า ทริปนี้ได้ทั้งความรู้ด้านโบราณคดี โบราณวัตถุของเมืองอู่ทอง และยังได้ลิ้มรสอาหารอร่อยที่หาทานได้ยากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในเมืองที่ผู้คนคิดแค่เพียงว่ากินอะไรก็ได้ เพียงเพื่อให้เต็มกระเพาะอาหารเท่านั้น
.jpg)
.jpg)

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี