วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
โครงการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ "แลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง" ยังคงเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ของเม็ดเงินที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการนี้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่รอบด้านและโปร่งใส เพื่อให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศอย่างแท้จริง
วานนี้ 22 พฤษภาคม 2569 นายสันติสุข มะโรงศรี นักเล่าข่าวชื่อดัง ได้สะท้อนมุมมองต่อเรื่องแลนด์บริดจ์ว่า ท่ามกลางความห่วงใยเรื่องสิ่งแวดล้อมและที่ดินทำกินของชาวบ้าน สังคมจำเป็นต้องมองภาพใหญ่ให้ครบถ้วน เนื่องจากแลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างทางรถไฟหรือท่าเรือทั่วไป แต่สถานะที่แท้จริงคือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าโลก
.jpg)
นายสันติสุข กล่าวว่า "โครงการนี้มีทั้งมิติของผลกระทบ โอกาส และความเสี่ยงควบคู่กันไป สิ่งสำคัญคือคนไทยต้องร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจจากข้อเท็จจริง เพราะนี่คือผลประโยชน์ของบ้านเมือง"
และสำหรับกลไกหลักของแลนด์บริดจ์ คือการผสานระบบรางเข้ากับท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งทะเล โดยเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ผ่านเส้นทางรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในส่วนระบบรางราว 57,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมเข้ากับเส้นทางรถไฟสายหลักทั่วประเทศ
.jpg)
หากระบบนี้เสร็จสมบูรณ์ สินค้าจากทุกภูมิภาคของไทย ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ จะสามารถขนส่งตรงสู่หน้าด่านฝั่งอันดามันได้ทันที ช่วยลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาในการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป รวมถึงแอฟริกา โดยไม่ต้องพึ่งพาการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกาแบบเดิม ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่สร้างแต้มต่อให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล
นายสันติสุข ยังได้อธิบายต่อว่า เป้าหมายหลักของโครงการนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแข่งกับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่วิ่งข้ามทวีปโดยตรง แต่โฟกัสไปที่กลุ่มเรือถ่ายลำสินค้า หรือ Transshipment ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาคอขวด ต้องเสียเวลารอเปลี่ยนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเวลานานหลายวัน หากประเทศไทยสามารถบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ให้มีความรวดเร็ว โดยใช้เวลาเบ็ดเสร็จภายใน 2–3 วัน ก็จะกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้สายการเดินเรือระดับโลกหันมาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งแทน นอกจากประโยชน์ด้านการขนส่งแล้ว โครงการนี้ยังเป็นสปริงบอร์ดในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ เช่น คลังสินค้าอัจฉริยะและศูนย์กระจายสินค้าข้ามชาติ, โรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและยางพารา, ธุรกิจโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน, ธุรกิจบริการ โรงแรม และการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
.jpg)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเปลี่ยนให้ประเทศไทยกลายเป็นประตูเศรษฐกิจบานใหม่แห่งภูมิภาคอาเซียน ทันที โดยเฉพาะในยุคที่ทั่วโลกกำลังมองหาเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อลดความเสี่ยงจากความแออัดและความเปราะบางของช่องแคบมะละกา
แต่อย่างไรก็ตาม นายสันติสุข ได้เน้นย้ำถึงเงื่อนไขสำคัญว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรที่ครอบครองที่ดินมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งกำลังเผชิญความกังวลเรื่องการถูกเวนคืนและปัญหาสิ่งแวดล้อม
ภาครัฐจำเป็นต้องให้หลักประกันที่ชัดเจนแก่ชาวบ้านว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่เป็นธรรม และต้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา โดยโจทย์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ใช่แค่การเลือกว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง แต่คือการหาแนวทางว่า ทำอย่างไรให้ประเทศชาติได้ประโยชน์สูงสุด โดยที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของการพัฒนา ซึ่งนี่ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของอนาคตเศรษฐกิจไทย
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก TOP NEWS LIVE
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี