วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อพออายุมากขึ้นสิ่งที่ตามมาพร้อมกับวัยไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขที่เปลี่ยนไปเท่านั้น หากยังนำปัญหาสุขภาพ ความเสื่อมโทรมของร่างกายตามมา สายตาก็เช่นกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ทั่วโลก 6,000 ล้านคน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้านคน ซึ่งสาเหตุมาจากต้อกระจกและโรคแทรกถึง 45%
ต้อกระจก โรคตาที่เป็นสาเหตุตาบอดอันดับหนึ่งของคนไทยและของโลก
ข้อมูลจาก นพ.ธีรวีร์ หงษ์หยก จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า ต้อกระจก จัดเป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมายาวนาน ในประเทศไทยเรามีอัตราตาบอดของประชากรไทย อยู่ที่ 0.59% โดยมีสาเหตุจากต้อกระจก 51.6% ประมาณว่า มีผู้ตาบอดจากต้อกระจกรอการผ่าตัดประมาณ 100,000 ราย และมีต้อกระจกเกิดใหม่ที่จะต้องทำผ่าตัด อีกปีละ 65,000 คน (0.1% ของจำนวนประชากรต่อ 1 ปี) นอกจากนี้หากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้น
อาการต้อกระจกจะเริ่มจากตามัวลง โดยมากจะค่อยๆ มัวลงช้าๆ ทีละน้อย จากเลนส์ที่ค่อยๆ ขุ่นขึ้น นอกจากกรณีอุบัติเหตุ หรือต้อกระจกจากโรคบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน การมัวจากต้อกระจก บางทีอาจมีลักษณะเฉพาะที่มัวมากขึ้นในบางสถานการณ์ เช่น ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงจ้าแดดแรงๆ, ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงน้อย และมีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านข้างๆ (ขับรถกลางคืนลำบาก), ต้อกระจกบางแบบทำให้สายตาเปลี่ยนไปในทางที่มีสายตาสั้นมากขึ้น การมองไกลจะมัวลง แต่อาจทำให้อ่านหนังสือได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา, การลดลงของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง), เห็นภาพซ้อน เวลามองของ 1 ชิ้นจะเห็นเป็นสองชิ้นเหลื่อมกันอยู่ หรือมีขอบเบลอๆอยู่ ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียวปวดตา และมีต้อหินแทรก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าต้อกระจกจะเป็นสาเหตุตาบอดอันดับหนึ่งของคนไทย แต่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ให้ใสกลับมามองเห็นเป็นปกติได้ หากได้รับการตรวจรักษาอย่างรวดเร็วโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ถ้าปล่อยไว้ระยะยาว จะส่งผลให้ต้อกระจกสุกขึ้นเรื่อย ๆ และบางรายจะมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจกที่สุกมากๆ เช่น ต้อหิน ซึ่งอาจจะทำให้การผ่าตัดยากมากขึ้น และในบางกรณีอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้
ต้อหิน ไม่มีอาการ แต่ร้ายแรงกว่าที่คิด
ต้อหิน เป็นโรคซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวรที่พบได้บ่อยในอันดับต้นๆ ของคนไทย ส่วนใหญ่รักษาไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคเพื่อคงสภาพการมองเห็น และคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษา
ผู้ป่วยต้อหินมักไม่มีอาการผิดปกติจนกว่าจะอยู่ในระยะท้ายของโรค จึงมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีตรวจคัดกรอง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยง การตรวจคัดกรองและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้รักษาการมองเห็นให้คงไว้ได้ดีที่สุด
โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดเรื้อรังมักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพราะในระยะแรกของโรคการสูญเสียลานสายตาจะเกิดที่บริเวณรอบนอกก่อน เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นจึงจะเสีย
ลานสายตาในส่วนตรงกลางซึ่งกระทบต่อการมองเห็นจนผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติได้ ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลง จนตาบอดได้ในที่สุด อาการแสดงอื่นๆ และการดำเนินโรคอาจแตกต่างไปตามชนิดของต้อหิน เช่น อาการปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลัน ส่วนต้อหินมุมเปิดมักพบว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการทางตาผิดปกติ ยกเว้นในระยะท้ายของโรคการมองเห็นจะแคบลง เป็นต้น สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เช่น ผู้ที่มีประวัติ บิดา มารดา พี่น้องหรือญาติเป็นต้อหิน คนสายตาสั้นหรือยาวมากๆ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตลอดจนผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่อาจทำให้เกิดต้อหินชนิดทุติยภูมิ ได้แก่ ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา อุบัติเหตุทางตา การติดเชื้อหรือการอักเสบในตา การใช้ยากลุ่ม สเตียรอยด์ทั้งชนิดหยอด ยารับประทาน ยาฉีด หรือยาพ่น ตลอดจนโรคต้อกระจกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเลนส์ตาสุก หรือบวม
ในแต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 ราย ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถีเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปี อบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา เป็นศูนย์ Excellent center ทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์ Tertiary eye care referral center ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันรพ.ราชวิถีมีพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกรักษาจำกัด แต่ประมาณปลายปีนี้ เมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลราชวิถีสร้างเสร็จ ก็จะเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นและลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้อาคารศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้ยังขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆอีกมาก ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-1 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตาคือ อายุ ที่มากขึ้น ตาถูกแสงแดดจัด ขาดวิตามินเอ กรรมพันธุ์ มีโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะเบาหวาน และบุหรี่ ทั้งนี้เมื่อเป็นโรคตา โอกาสสูญเสียการมองเห็นขึ้นอยู่กับสาเหตุและการพบแพทย์หรือจักษุแพทย์ได้ทันการหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดเพียงชั่วคราวหรือถาวรตลอดไป อาจเป็นการสูญเสียการมองเห็นชนิดพอมองเห็นบ้างหรือในลักษณะตาบอดถาวรก็ได้ หากสังเกตเห็นความผิดปกติ หรือมีอาการปวด เคือง แดงควรรีบพบจักษุแพทย์เสมอ เพราะการแก้ปัญหาทางตาต่างๆ จะได้ผลดีกว่าหากเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ
ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมีคุณค่ามาก ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรพบแพทย์และทำการตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการป้องกัน และทำการรักษาได้แต่เนิ่นจะดีกว่า
ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี