วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
‘ฟางเส้นสุดท้าย’  จากจุดเล็กๆสู่กระแสขับไล่รัฐบาล

‘ฟางเส้นสุดท้าย’ จากจุดเล็กๆสู่กระแสขับไล่รัฐบาล

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 18.14 น.
Tag : ย้อนเหตุการณ์ขับไล่รัฐบาล
  •  

6 ก.พ.61 การเมืองไทย ณ เวลานี้ ต้องบอกว่าสถานการณ์ค่อนข้าง “ล่อแหลม” อยู่ไม่น้อย กับประเด็น “นายพลนาฬิกา” ที่มี “คนตาดี” สังเกตเห็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับนาฬิกาข้อมือหลายเรือน และแต่ละเรือนล้วน “หรูหราราคาแพง” ทั้ง Richard Mille , Rolex , Patek นำไปสู่การเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้มิใช่แต่สังคมไทยเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แต่เป็น “ข่าวระดับโลก” ที่สื่อต่างชาติหลายประเทศก็ยังนำเสนออย่างต่อเนื่อง

เสียงสะท้อนของประชาชนนอกจากจะ “ไม่พอใจ” คำพูดของ พล.อ.ประวิตร ที่ตอบเรื่องนี้ว่า “นาฬิกายืมเพื่อน” แล้วยังพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้นำพากองทัพในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายุติความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำหลายครั้งว่า “ไม่ต้องการเห็นการทุจริต” แต่ในขณะที่ พล.อ.ประวิตร กำลังถูกตรวจสอบที่มาของนาฬิกา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีท่าที “ปกป้อง” พล.อ.ประวิตร ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์แทบจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 พบว่ามีหลายเหตุการณ์ที่เมื่อผู้นำรัฐบาล “เล่นกับความรู้สึกของประชาชน” ในยามที่ประชาชนตั้งคำถามกับองคาพยพของรัฐบาล บทสรุปคือรัฐบาลนั้นมักจะ “จบไม่สวย” เพราะประชาชน “ทนไม่ไหว” ออกมาชุมนุมประท้วงจนรัฐบาลต้องมีอันเป็นไปในท้ายที่สุด อาทิ

“บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” หนังสือเปิดโปงการลักลอบล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่นเรศวรของกลุ่มชนชั้นผู้มีอำนาจ โดยกลุ่มนักศึกษาอนุรักษ์ธรรมชาติ 4 สถาบัน ร่วมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) หลังเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม แล้วพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก เมื่อ 29 เม.ย. 2516

ที่มา : http://oknation.nationtv.tv/blog/alone-win/2008/10/15/entry-1

- “ทุ่งใหญ่นเรศวร” จากลักลอบล่าสัตว์ป่าสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 : การเมืองไทยนั้นเคยมีห้วงเวลาภายใต้รัฐบาลที่เชื่อมโยงกับทหารยาวนานที่สุดถึง “16 ปี” นับตั้งแต่วันที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจาก จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เมื่อ 16 ก.ย. 2500 ด้วยในขณะนั้นที่ประชาชนเบื่อหน่ายระบอบกึ่งเผด็จการของจอมพล ป. ที่มีการข่มขู่คุกคามผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นคู่แข่ง รวมถึงประชาชน จนมีการชุมนุมประท้วงและกองทัพได้ตัดสินใจเข้าควบคุมสถานการณ์

ในตอนแรกนั้น จอมพลสฤษดิ์ มอบหมายให้ พจน์ สารสิน เป็นนายกฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งในปีเดียวกัน ทว่าเมื่อจัดการเลือกตั้งแล้วมี จอมพลถนอม กิตติขจร (ขณะนั้นมียศพลโท) เป็นนายกฯ ในปี 2501 เกิดปัญหาความวุ่นวายในรัฐสภา จอมพลถนอมคุมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่ได้ ท้ายที่สุดจอมพลถนอมลาออก แล้วจอมพลสฤษดิ์ก็ยึดอำนาจต่อ โดยอ้างว่าต้องปกป้องประเทศจาก “ลัทธิคอมมิวนิสต์” ที่เป็นภัยคุกคามขณะนั้น

(ซ้าย) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ , (ขวา) จอมพลถนอม กิตติขจร

คราวนี้จอมพลสฤษดิ์เลือกที่จะ “อยู่ยาว” แบบเผด็จการตั้งแต่วันที่ยึดอำนาจคือ 20 ต.ค. 2501 จนถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่งนายกฯ เมื่อ 8 ธ.ค. 2506 โดยมีจอมพลถนอมเป็นผู้สืบทอดอำนาจรับช่วงต่อ แล้วจอมพลถนอมก็ “เลือกวิธีเดิม” ในปี 2514 หรือ 2 ปีให้หลังการเลือกตั้งปี 2512 เมื่อจอมพลถนอมที่เป็นนายกฯ จากการเลือกตั้ง ไม่สามารถควบคุมเสียง ส.ส. ได้ ก็ใช้วิธีรัฐประหารในวันที่ 17 พ.ย. 2514 แล้วขึ้นเป็นนายกฯ แบบเผด็จการแทน   

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนถึงความไม่เหมาะสม แต่กว่าสถานการณ์จะมา “จุดติด” ก็ต้องรออีกปีเศษๆ แถมยังมาจากเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลยอย่างกรณี “ทุ่งใหญ่นเรศวร” เมื่อ 29 เม.ย. 2516 เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 ตกกลางทุ่งนาที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ แต่ที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะพบ “ซากสัตว์ป่า” จำนวนมากอยู่ด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รับทราบกันว่ามีการใช้ยุทโธปกรณ์ของทางราชการไปลักลอบล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ทุ่งใหญ่นเรศวร ทั้งที่ถูกประกาศเป็นป่าสงวน

สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 9 คน ผู้จัดทำหนังสือ “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” ซึ่งมีเนื้อหาเสียดสีนายกฯ และรัฐบาล ถูกอธิการบดี ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ สั่งลบชื่อจากสถาบันการศึกษา จนมีการประท้วงเมื่อ 21-27 มิ.ย. 2516 จบลงด้วยการที่ ดร.ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานภาพ นศ. ให้ทั้ง 9 คน และลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ที่มา : http://siamesevisions.blogspot.com/2011/05/student-protests-14-october-1973.html

จากนั้นไม่กี่เดือนให้หลัง วันที่ 6 ต.ค. 2516 เมื่อมีการปลุกกระแสรณรงค์เรียกร้องรัฐธรรมนูญ มีการแจกใบปลิวตามแหล่งชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ กลุ่มผู้แจกใบปลิวรวม 13 คน นำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในวันที่ 13 ต.ค. และต่อเนื่องไปถึงวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งวันดังกล่าวมีการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับทหารบริเวณถนนราชดำเนิน จนสถานการณ์ค่อยๆ คลี่คลายลงเมื่อมีรายงานว่า จอมพลถนอม ลาออกและเดินทางออกนอกประเทศไปพร้อมกับ จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ในวันที่ 15 ต.ค.

นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 พ.ค. 2535 ลงภาพข่าว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำผู้ประท้วงในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ถูกสารวัตรทหาร (สห.) ควบคุมตัวกลางฝูงชน

ที่มา : http://2bangkok.com/09-1992headlines09.html

- “เสียสัตย์เพื่อชาติ” คำพูดสั้นๆ สู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” และทำให้ทหารถูกมองในแง่ลบไปอีกนาน : ต้นทศวรรษที่ 2530’s  เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภาเมื่อ 29 เม.ย. 2531 หลังดำรงตำแหน่งนายกฯ มาตั้งแต่ปี 2523 จากนั้นมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.ค. 2531 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ขณะนั้นมียศพลตรี) ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งยุคสมัยของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย นั้น “เศรษฐกิจไทยโตแบบก้าวกระโดด” จนมีผู้กล่าวว่าไทยอาจจะไปได้ถึงขั้น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” ก็เป็นได้

แต่แล้วในวันที่ 23 ก.พ. 2534 คณะทหารในนาม คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งนำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ในขณะนั้น) เข้ายึดอำนาจด้วยการควบคุมตัว พล.อ.ชาติชาย ขณะอยู่บนเครื่องบิน C-130 โดยออกแถลงการณ์สาเหตุของการรัฐประหารว่าสืบเนื่องจากข่าวคราวการทุจริตในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย จนมีผู้ตั้งฉายาว่า “บุฟเฟต์คาบิเน็ต” (Buffet Cabinet) มีบุคคลร่ำรวยขึ้นอย่างผิดปกติจำนวนมากทั้งรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ

(จากซ้ายไปขวา) พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ , พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ , พล.อ.สุจินดา คราประยูร

รัฐประหารครั้งนี้ในตอนแรกดูเหมือนจะจบลงด้วยดี เพราะในอีกราว 1 ปีให้หลัง คือวันที่ 22 มี.ค. 2535 ก็มีการคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการจัดการเลือกตั้ง และ พรรคสามัคคีธรรม ได้จำนวน ส.ส. ในสภามากที่สุดคือ 79 คน ทว่า ณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคไม่สามารถรับตำแหน่งนายกฯ เพราะถูกทางการสหรัฐอเมริกาประกาศ “ขึ้นบัญชีดำ” (Blacklist) ว่าเป็นผู้ “พัวพันกับการค้ายาเสพติด” ไม่สามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

กระทั่งเมื่อมีการเสนอชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ และ พล.อ.สุจินดา ที่ก่อนหน้านั้นเมื่อครั้งร่วมกับ พล.อ.สุนทร ก่อการรัฐประหารในนาม รสช. ได้ยืนยันว่า “จะไม่สืบทอดอำนาจ” กลับยอมรับตำแหน่งพร้อมกล่าวว่า “ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ” เกิดความไม่พอใจของประชาชนอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การชุมนุมประท้วงตั้งแต่เดือน เม.ย. 2535 และยาวนานต่อเนื่องไปถึงเดือน พ.ค. ปีเดียวกัน

“พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงคัดค้านการรับตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เมื่อปี 2535

ที่มา : https://asia.nikkei.com/Politics-Economy/Policy-Politics/Thailand-in-1992-The-black-days-of-May?

เหตุการณ์รุนแรงถึงขีดสุดในช่วงวันที่ 17-19 พ.ค. 2535 มีการปะทะกันระหว่างทหารและประชาชนบริเวณถนนราชดำเนิน มีการใช้ยุทธวิธีของทั้ง 2 ฝ่าย คือในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลควบคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์ อีกทั้งมีการจัดคอนเสิร์ตขึ้นเพื่อหวังเบนความสนใจ แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมใช้ “โทรศัพท์มือถือ” ซึ่งเป็น “สื่อใหม่” ในยุคนั้นในการสื่อสาร นอกจากนี้สื่อหนังสือพิมพ์ก็ยังลงภาพและข่าวการชุมนุม ไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ

สถานการณ์ค่อยๆ คลี่คลายลงในคืนวันที่ 20 พ.ค. 2535 เมื่อปรากฏภาพของ พล.อ.สุจินดา ในฐานะผู้นำรัฐบาล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในฐานะผู้จุดกระแสการประท้วง เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” และหลังจากนั้น พล.อ.สุจินดา ก็ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 13 ก.ย. ปีเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ชนะเลือกตั้งและ ชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกฯ

รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ถูกเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” อย่างแท้จริง

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬยังถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของการเมืองไทย นั่นคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ตั้งแต่ที่มาในฐานะ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะร่างโดย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 99 คน เป็นตัวแทนจังหวัด 76 คน จังหวัดละ 1 คน รวมกับนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ อีก 23 คน แทนที่จะเป็นการร่างกันเองของคณะทหารดังเช่นรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ

อีกทั้งบัญญัติไว้ด้วยว่า “นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น” เพื่อมิให้เกิดกรณีซ้ำรอย พล.อ.สุจินดา ที่เป็นชนวนของวิกฤติพฤษภาทมิฬขึ้นมาอีก นอกจากนี้ยังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้ความสำคัญกับ “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” อย่างกว้างขวาง เกิดองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหลายองค์กร อนึ่ง..มีเรื่องเล่ากันว่าหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ “ทหารไม่สามารถแต่งเครื่องแบบในที่สาธารณะให้ผู้คนพบเห็นอยู่นานพอสมควร” เพราะประชาชนยังติดภาพการปราบปรามผู้ชุมนุม จึงพลอยมองอาชีพทหารในแง่ลบไปด้วย

การชุมนุมของ “มวลมหาประชาชน” กลุ่ม กปปส. เมื่อเดือน พ.ย. 2556

ที่มา : http://landdestroyer.blogspot.com/2013/11/thailand-uprooting-wall-streets-proxy.html

- “นิรโทษสุดซอย” ฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่การลุกฮือของ “มวลมหาประชาชน” : เหตุการณ์ที่นำไปสู่การชุมนุมประท้วงของประชาชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลอย่างกว้างขวางมิได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะรัฐบาลที่เกี่ยวโยงกับทหารเท่านั้น แม้แต่ “รัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง” หากทำอะไรที่กระทบความรู้สึกประชาชนมากเกินไปก็ต้องประสบพบเจอกับชะตากรรมเดียวกัน โดยครั้งนี้เกิดขึ้นกับรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อ 3 ก.ค. 2554 และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ และเป็นผู้หญิงคนแรกของไทยที่ได้เป็นผู้นำรัฐบาล

เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคเพื่อไทยนั้นคือ “รุ่นที่ 3” ของกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายของยิ่งลักษณ์ โดยหลังจากการรัฐประหารปี 2549 พรรคไทยรักไทย อันเป็นพรรครุ่นที่ 1 ถูกยุบและทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีถูกดำเนินคดีข้อหาทุจริต ก็มีความพยายาม “พานายใหญ่กลับบ้าน” มาโดยตลอด ทั้งจากรุ่นที่ 2 คือ พรรคพลังประชาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จวบจนมาถึงยุคของพรรคเพื่อไทย

“จากพี่ชายถึงน้องสาว” : (ซ้าย) ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคไทยรักไทย , (ขวา) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพรรคเพื่อไทย

กลุ่มเมืองขั้วของทักษิณนั้นมีจุดเด่นคือ “นโยบายประชานิยม” ลดแลกแจกแถมทุกอย่าง จึง “ได้ใจคนระดับฐานราก” หรือบรรดาผู้มีรายได้น้อย ซึ่งด้วยความที่คนกลุ่มนี้มีสัดส่วนที่มาก ทำให้พรรคในเครือของทักษิณได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง รวมถึงครั้งล่าสุดในปี 2554 ที่แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะกับนโยบาย “จำนำข้าวตันละ 15,000 บาท” ว่าทั้งผลาญงบประมาณและเต็มไปด้วยการทุจริต รวมถึงการไม่เอาจริงเอาจังกับการตามตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับมารับโทษ แต่การต่อต้านก็ไม่สามารถจุดติดได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

อาทิ การชุมนุมของ องค์การพิทักษ์สยาม ภายใต้การนำของ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เมื่อ 24 พ.ย. 2555  ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า แต่แล้วการชุมนุมก็จบลงในเวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น โดย พล.อ.บุญเลิศ ประกาศยุติการชุมนุมในช่วงเย็น ท่ามกลางข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนบางตา เช่นเดียวกับการชุมนุมของ กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) เมื่อ 4 ส.ค. 2556 ณ สวนลุมพินี และเคลื่อนเข้าล้อมทำเนียบรัฐบาลในช่วงเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน จำนวนผู้ชุมนุมก็ยังไม่มากเท่าที่ควร

(บน) การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม 24 พ.ย. 2555

(ล่าง) พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เปิดตัวองค์การพิทักษ์สยาม 28 ต.ค. 2555

แต่แล้วในคืนวันที่ 31 ต.ค.-เช้ามืดของวันที่ 1 พ.ย. 2556 (ร่าง) พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีการ “เปลี่ยนแปลงเนื้อหา” จากเดิมที่ระบุว่า “ให้ยกเว้นความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางเมือง ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา” แก้ไขเป็น “ให้ยกเว้นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันโดยย้อนหลังไปถึงปี 2547” ผ่านการลงมติ ทั้งที่ถูกคัดค้านมาตลอดเพราะความวุ่นวายทางการเมืองเพิ่งเกิดขึ้นในปี 2549 ดังนั้นไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นความพยายาม “ล้างผิด” ให้กับทักษิณ ทั้งคดีทุจริต คดีสงครามยาเสพติด 2,500 ศพ และคดีเหตุรุนแรงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ร่างกฎหมายนี้ถูกเรียกว่า “นิรโทษสุดซอย-นิรโทษเหมาเข่ง” ด้วยหวังจะให้อดีตนายกฯ ทักษิณ “กลับบ้านแบบเท่ๆ” นำมาสู่การชุมนุมประท้วงของประชาชนนับแสนคน กระทั่งวันที่ 11 พ.ย. 2556 วุฒิสภามีมติไม่รับร่างกฎหมายดังกล่าว แต่การชุมนุมก็ยังดำเนินต่อไป มีเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจบริเวณทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จนกระทั่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค. ปีเดียวกัน

การชุมนุมของมวลมหาประชาชน : จากการต่อต้าน (ร่าง) พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย สู่ข้อเสนอปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. 2556

และผลของวิกฤตินิรโทษสุดซอยยังนำไปสู่ข้อเรียกร้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่ประชาชนอีกไม่น้อย “ยังไม่ไว้วางใจ” หากปล่อยให้มีการเลือกตั้งในทันที วิกฤติก็อาจจะกลับมาอีก การชุมนุมประท้วงในนาม คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จึงดำเนินต่อไปอีกหลายเดือน แต่คราวนี้ท้ายที่สุดจบลงด้วยการเข้าควบคุมอำนาจของกองทัพในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น)

หากนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ คสช. เข้าควบคุมอำนาจ และวันที่ 24 ส.ค. ปีเดียวกัน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ จวบจนถึง ณ ปัจจุบัน แม้การสำรวจความคิดเห็นประชาชนของโพลทุกสำนักจะชี้ว่า “เศรษฐกิจ” จะเป็นด้านที่ผลทุกโพลชี้ว่ารัฐบาล คสช. “สอบตก” ทุกครั้ง เสียงสะท้อนจากคนหาเช้ากินค่ำบ่นดังเซ็งแซ่ว่ารายได้ลดลงข้าวของแพงขึ้น สวนทางกับการแถลงตัวเลขจีดีพี (GDP-ผลิตภัณฑ์มวลรวม) หรือตัวเลขส่งออกของรัฐบาลที่บอกว่าดีขึ้นสูงขึ้น แต่เพราะ “สังคมไทยเบื่อความวุ่นวายทางการเมือง” กระแสต้าน คสช. จึงจุดไม่ติด

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา “นายกฯ ลุงตู่” และทีมงาน คสช. เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากการออก “นโยบายที่ผิดพลาด” เช่น การห้ามนั่งท้ายรถกระบะ-ในแค็บ ซึ่งขัดต่อวิถีการเดินทางของคนไทยที่ระบบขนส่งมวลชนไม่สะดวกสบายโดยเฉพาะคนต่างจังหวัด หรือ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ที่ระบุโทษการทำงานหรือการใช้แรงงานที่ผิดประเภทไว้อย่างรุนแรง ได้สร้างผลกระทบให้กับผู้ประกอบการหลังแรงงานพากันแห่หนีกลับประเทศ ทั้ง 2 เรื่องนี้รัฐบาลต้องมาสั่งยกเลิกหรือแก้ไขในภายหลัง

รวมถึงคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ที่ “ให้สมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมต้องลงทะเบียนใหม่” โดยพรรคเก่าจะดำเนินการได้ในเดือน เม.ย. 2561 ส่วนพรรคใหม่ที่จะจดทะเบียนและหาสมาชิกสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2561 ขณะที่ คสช. ก็ยังไม่ยกเลิกคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ที่เมื่อประกอบกับการลงมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยที่มาของ ส.ส. ออกไป 90 วัน ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป บรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ จึงมองว่าพยายามหาทางสืบทอดอำนาจต่อหรือไม่?

5 ก.พ. 2561 เพจดัง “CSI LA” เผยแพร่ภาพเว็บไซต์ change.org ปรับยอดโหวตหนุน พล.อ.ประวิตร ลดลงจากหลักหมื่นเหลือหลักร้อยเพราะจับได้ว่าเป็นการปั่นยอด

ที่มา : http://www.naewna.com/politic/318709

เมื่อบวกกับท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่ดูจะ “ไม่แคร์” กระแสที่เกิดขึ้น ดังการเปิดเผยของ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เมื่อ 5 ก.พ. 2561 ว่า พล.อ.ประวิตร “ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหมต่อไปโดยไม่ลาออกตามที่เป็นข่าว” เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กล่าวในวันเดียวกัน ขณะลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ณ จ.จันทบุรี ว่า “วันนี้อย่ารักผมคนเดียว รักรองนายกรัฐมนตรี รักรัฐมนตรี” หรือบอกเป็นนัยว่าจะไม่มีการปรับ ครม. ในช่วงนี้

นั่นหมายถึง พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็น “พี่ชายที่เคารพ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังอยู่กับ ครม. ต่อไป แม้เสียงสะท้อนบนโลกออนไลน์จะ “ส่ายหัว” อาทิ หัวข้อรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org เรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ซึ่ง ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก เป็นผู้จุดกระแสไว้เมื่อ 31 ม.ค. 2561 ภายหลังจากที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศว่า “ถ้าประชาชนไม่ต้องการก็จะลาออก” ล่าสุดทะลุ 6 หมื่นชื่อไปแล้ว ส่วน “โพลหนุน” บนเว็บไซต์เดียวกัน ถูกจับได้ว่า “ปั่นยอดโหวต” จำนวนตกลงไปจากหลักหมื่นเหลือเพียงหลักร้อย

สถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้..ก็น่าให้จับตามองเสียเหลือเกิน ว่าจะลุกลามจากโลกออนไลน์ออกมาสู่โลกจริง หรือก็คือ “บนท้องถนน” อย่างในอดีตที่ผ่านมา อย่างที่นักวิชาการหลายคนออกมาเตือนไว้หรือไม่?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

เทพไทเปิดเบื้องลึก! ภูมิใจไทยชิงเปิดตัวพรรคเล็กร่วมรัฐบาล

ผู้ครอบครองชาวสวิสส่งมอบโบราณวัตถุอันล้ำค่า 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทย

ท้าพิสูจน์! ทนายบอน จี้ พรรคส้ม เอาหลักฐานจริงมาสู้ ปมเจอใบลงคะแนนในถังขยะ

แชร์สนั่น นักบล็อกเชนถอดรหัสเลขบัตรเลือกตั้ง ชี้อาจสืบย้อนถึงต้นขั้วได้ง่ายๆ?

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved