วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
พล.อ.ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นเวลากว่า 1 ศตวรรษ ที่ขบวนการสหกรณ์ไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจุดเริ่มต้นสหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย คือ “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” จ.พิษณุโลก ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 โดยมีพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงเป็นผู้ริเริ่มนำวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนและความยากจนของเกษตรกร โดยการรวมตัวกันของสมาชิก 16 คน ด้วยเงินทุนเพียง 3,080 บาท นับเป็นการเริ่มต้นการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งปัจจุบันนับเป็นเวลารวม 100 ปี ที่การสหกรณ์ได้เติบโตก้าวหน้าและมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง
กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีสหกรณ์ไทย เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ตลอดจนเพื่อให้บุคลากรในขบวนการสหกรณ์ได้รับรู้และรับฟังนโยบาย ทิศทางการพัฒนาสหกรณ์และแนวทางการขับเคลื่อน อีกทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบและตระหนักในคุณค่าของสหกรณ์ และมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ให้เป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคตต่อไป
ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์ในประเทศ แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน รวมจำนวนทั้งสิ้น 8,230 สหกรณ์ สมาชิกกว่า 11 ล้านครอบครัว ปริมาณธุรกิจรวม 2.25 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์เกษตรกรอย่างมาก เพราะเห็นว่า สหกรณ์เป็นกลไกลสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรให้มากที่สุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี