วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
ลุ่มน้ำปาด เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำน่าน มีพื้นที่ครอบคลุมในเขต อ.ฟากท่า และอ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ เป็นอีกลุ่มน้ำที่ประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก และปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในฤดูแล้งปีนี้ราษฎรในพื้นที่พูดเป็นเสียงเดียวกัน “หนักหนาสาหัส” กว่าทุกปี ไม่ใช่แค่ไม่มีน้ำเพื่อการเกษตรเท่านั้น น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ยังวิกฤติ หน่วยงานปกครองในพื้นที่ต้องจัดหารถบรรทุกน้ำออกช่วยเหลือทุกๆวัน จนกว่าฝนจะตก
การแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ได้อย่างถาวรนั้น จำเป็นจะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำให้สมดุลกับศักยภาพของลุ่มน้ำ
การสร้างแหล่งเก็บน้ำบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งน่าจะเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะแก้ไขปัญหา
ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นในปี 2544 กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม “โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปาด” ขึ้นภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำน่านให้เป็น “ลุ่มน้ำน่าอยู่” แต่ด้วยข้อกำจัดด้านขั้นตอนการพิจารณาขออนุญาตใช้พื้นที่อนุรักษ์ จึงทำให้ข้อมูลที่เคยศึกษาไว้ล้าสมัย
ระยะเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปาดที่กำลังจะสิ้นหวังจากการรอคอยอ่างฯน้ำปาดที่จะมาพลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กลับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ให้ดำเนินโครงการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากรายงานเดิมที่กรมชลประทานได้เคยศึกษาไว้เมื่อปี 2544 ดังกล่าว โดยได้กำหนดระยะเวลาในการศึกษาทบทวนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559 นี้
.jpg)
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการอ่างฯน้ำปาด ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาทบทวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยละเอียด ซึ่งจะครอบคลุมทั้งด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะมุ่งเน้นการวิเคราะห์สภาพพื้นที่ในปัจจุบัน สภาพปัญหาการขาดแคลนน้ำ และปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ ตลอดจนศึกษาถึงศักยภาพการพัฒนาแหล่งน้ำตามลำน้ำปาด
นอกจากนี้ยังจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ที่มีส่วนได้เสีย เพื่อให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งที่เกิดขึ้น ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
.jpg)
เจษฎา ลิ้มศรีตระกูล
นายเจษฎา ลิ้มศรีตระกูล นายอำเภอฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ชาวบ้านรอคอยอ่างฯน้ำปาดมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ประชาชนทั้งอำเภอเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการขออนุมัติก่อสร้าง แม้แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็ยินดีที่จะเสียสละ เพียงแค่ขอให้ได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรมเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าอ่างฯน้ำปาดจะสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งในพื้นที่อ.ฟากท่า และอ.น้ำปาด ดีขึ้นอย่างแน่นอน
นายกสิณ พรมพันธ์ กำนันตำบลฟากท่า อ.ฟากท่า กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุนเพราะเห็นว่า หากสามารถก่อสร้างอ่างฯน้ำปาดได้สำเร็จ จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ที่ประสบปัญหาเกือบทุกปีได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน โดยเฉพาะในปีนี้ปัญหาภัยแล้งรุนแรงมาก ฝายต่างๆที่มีอยู่ตลอดลำน้ำประมาณ 5 แห่งแทบไม่มีน้ำเลย เนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนที่จะใช้ในฤดูแล้ง ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเห็นด้วยที่จะให้มีการสร้างอ่างฯน้ำปาดเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งโดยเร่งด่วน ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้ส่งตัวแทนถวายฎีกาผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อขอพระราชทานอ่างฯน้ำปาดไปอีกทางหนึ่งด้วย
นายสมหมาย พุฒลา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดปากไพร่ หมู่ 3 ต.ฟากท่า กล่าวว่า ได้เคยร่วมสำรวจพื้นที่ก่อสร้างอ่างฯน้ำปาดกับกรมชลประทาน พื้นที่ก่อสร้างนั้นแม้ส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 2,000 ไร่ แต่ก็เป็นป่าเสื่อมโทรม ที่อยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้ถึง 1,300 ไร่ และเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่อยู่ในการดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งไม่มีต้นไม่ใหญ่เลย อีกเพียงประมาณ 700 ไร่เท่านั้น ดังนั้นผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการสร้างอ่างฯ แล้วถือว่าคุ้มค่ามากๆ
นายส่ง จันทรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.ฟากท่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างฯน้ำปาด กล่าวว่า ราษฎรที่อาศัยอยู่ในหมู่ 8 ประมาณ 30 ครัวเรือนจะได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างฯแห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้คัดค้านการก่อสร้าง เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ราษฎรในหมู่บ้านทุกครัวเรือนยินดีที่จะย้ายออกไปอยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐจัดสรรให้ใหม่ แต่จะต้องได้รับค่ารื้อถอนและค่าชดเชยที่เป็นธรรม แม้บ้านเรือนราษฎรที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะไม่มีเอกสารสิทธิก็ตาม แต่ก็อาศัยอยู่กันมายาวนานมากกว่า 60 ปีแล้ว นอกจากนี้พื้นที่ที่จะจัดสรรให้นั้น จะต้องมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น ถนน น้ำ ไฟฟ้า รวมทั้งควรจะได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างน้อยครัวเรือนละ 10 ไร่ด้วย เนื่องจากเป็นผู้เสียสละควรจะได้รับการดูแลที่ดีจากภาครัฐ
สำหรับอ่างฯน้ำปาด เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จะสร้างขึ้นที่บ้านดงต้นผึ่ง ต.ฟากท่า เป็นเขื่อนดินกว้าง 8 เมตร ยาว 405 เมตร สูง 51.8 เมตร มีความจุในระดับเก็บกัก 85.64 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้จะมีปริมาณน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯเฉลี่ยคือประมาณปีละ 117.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็ตาม แต่สามารถบริหารจัดการน้ำให้สมดุลได้ เมื่อแล้วเสร็จนอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาอุทกภัยแล้วยังจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่จะส่งให้กับพื้นที่ชลประทานเดิมตามลำน้ำปาดจำนวน 21,300 ไร่ พื้นที่ชลประทานสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอีกประมาณ 29,100 ไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยท่อส่งน้ำตามแรงโน้มถ่วงอีกประมาณ 23,240 ไร่ รวมพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์จากอ่างฯน้ำปาดทั้งสิ้น 73,640 ไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์ประมาณ 5,580 ครัวเรือน
เมื่อน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตทางการเกษตรก็จะเพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้น รายได้ต่อครัวเรือนก็จะเพิ่มขึ้น การย้ายฐานแรงงานกลับบ้านเกิดก็มากขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้สังคมท้องถิ่นมีความสุขอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ด้วยลักษณะภูมิประเทศบริเวณที่จะสร้างอ่างฯน้ำปาด เป็นเทือกเขาสลับทับซ้อน จึงจะทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ราษฏรในพื้นที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย
“โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการสร้างอ่างเก็บน้ำนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำไม่ได้ทำลายความอุดมบูรณ์ของป่า ในทางตรงข้ามกลับช่วยเสริมความอุดมสมบูรณ์ ชะลอการบุกรุกป่า ตัดเส้นทางการลำเลียงไม้ออกจากป่า และการล่าสัตว์ ขณะเดียวกันยังเพิ่มแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่า ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำป้องกันไฟป่า รวมทั้งการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกแห่งของกรมชลประทานยังจะมีการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม จะทำให้บริเวณพื้นที่โครงการมีความเขียวขจี ควบคู่กับส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนตระหนักรักและหวงแหนธรรมชาติสร้างความยั่งยืนและสมดุลทางธรรมชาติระหว่างประชาชน ป่าไม้ สัตว์ป่า และน้ำ อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี