แตกใบอ่อน : แค่สำนึกยังไม่พอ

แตกใบอ่อน : แค่สำนึกยังไม่พอ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
Tag :

เดิมสัปดาห์นี้ตั้งใจจะเขียนต่อถึงเรื่องแนวทางการลด “สารพิษตกค้าง” ในสินค้าพืชผักและผลไม้ไทย ภายหลังจากมีการตรวจสอบสารพิษตกค้างในสินค้าหลายชนิด กระทั่งกลายเป็นวิวาทะและอาจถึงขั้นมีการยื่นฟ้องร้องกันระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่บังเอิญว่า มีเรื่องด่วนแทรกซ้อนเข้ามา เลยต้องขอยกยอดเรื่องนี้ไปสัปดาห์หน้า

ความจริงจะว่าไป เรื่องด่วนที่ว่าก็มีกระแสพูดถึงมานานหลายสัปดาห์แล้ว เกี่ยวกับกรณี “ปะการังฟอกขาว” ตามแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย โดยเฉพาะที่มีการตรวจพบบริเวณรอบๆ “เกาะตาชัย” จนกระทั่ง “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ต้องประกาศสั่งปิดเกาะอย่างไม่มีกำหนด


แต่ที่มันร้ายยิ่งกว่า คือ คำแถลงเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมาของอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง “สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ” ซึ่งได้เปิดเผยรายงานการตรวจพบปะการังฟอกขาวมากถึง 33 จุด โดยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล 25 จุด และนอกเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล 8 จุด โดยแต่ละจุดมีระดับความรุนแรงของการ “ฟอกขาว” ตั้งแต่ 10-80% ขณะที่จุดรุนแรงที่สุดอยู่ที่บริเวณ “เกาะมะพร้าว” อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร

และหากสถานการณ์แวดล้อมยังไม่ดีขึ้น ปะการังเหล่านี้ก็อาจมีแนวโน้มต้องตายภายใน 1 เดือน!

ถ้าจะย้อนไปสักเมื่อประมาณปี 2553 ประเทศไทยก็เคยต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติ “ปะการังฟอกขาว” มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในปีนั้นมีการสำรวจพบปะการังฟอกขาวในทุกจังหวัดฝั่งทะเลอันดามันมากกว่า 70% ขณะที่ฝั่งอ่าวไทยมีการสำรวจพบหลายแห่ง อาทิ เกาะสีชัง เกาะนก เกาะช้าง เกาะเสม็ด และหมู่เกาะชุมพร

แต่จากการคาดการณ์ตามองค์การวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ และ NOAA Coral Reef Watch พบว่า “ปะการังฟอกขาว” ในประเทศไทยปีนี้ จะมีแนวโน้มรุนแรงที่สุด มากกว่าครั้งเลวร้ายที่สุดเมื่อปี 2553

แม้ว่าสาเหตุหลักของ “ปะการังฟอกขาว” จะเกิดจากการเพิ่มขึ้นของระดับอุณภูมิน้ำทะเล แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วยังมีปัจจัย
คุกคามอื่นๆ อีกมากที่เข้ามาเกื้อหนุนจนทำให้แนวปะการังของไทยอยู่ไม่รอด เช่น การทอดสมอเรือในแนวปะการัง การทิ้งขยะ จับสัตว์น้ำ ให้อาหารปลา เดินเหยียบย่ำ หรือหนักเข้าก็ถึงกับการแอบเด็ดปะการังไปเป็นที่ระลึก

พฤติกรรมเหล่านี้แทบไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือของใครถ้าไม่ใช่ “นักท่องเที่ยว”

สิ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้ ก็ไม่ต้องหาจากไหน แค่ลองเปิดเฟซบุ๊คหรือค้นหาจากกูเกิลดูก็จะเห็นกรณีตัวอย่างมาแล้วนักต่อนักกับการลงมือ “ย้ำยี” ธรรมชาติทางทะเลในบ้านเราของนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นคนไทย จีน ฝรั่ง แขก หรือใครที่ไหน ก็ล้วนแล้วแต่มีพวกที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เหมือนกันหมด จนต้องบอกว่า เรื่องแบบนี้ “สัญชาติ” ไม่เกี่ยว สิ่งที่ต้องเกี่ยวคือ “สำนึก” ของแต่ละคน
ต่างหาก

แต่นาทีนี้อาจต้องบอกว่า แค่สำนึกอย่างเดียวก็คงไม่พอกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เพราะจำได้ว่าเมื่อตอนเกิดเหตุปี 2553 เราก็พากันรณรงค์จิตสำนึกกันครึกโครม โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทย นักท่องเที่ยวไทย และผมก็ยังเชื่อว่า ณ นาทีนี้ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงมีสำนึกเหล่านี้อยู่

แต่สิ่งที่เราขาดไป คือ การศึกษา การทำความเข้าใจ ในเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่างหาก

ดูอย่างกรณี “ดราม่า” เรื่องการให้อาหารปลาตามแนวปะการังที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนก็ได้ ผมเข้าใจนะครับว่าคนให้อาหารปลาก็มีเจตนาดี อยากให้ปลากินอาหาร อยากใกล้ชิดธรรมชาติ เพียงแต่หารู้ไม่ว่า เจตนาดีที่เกิดขึ้นอาจเกิดผลเสียตามมา

การมีจิตสำนึกเป็นการเริ่มต้นที่ดีอยู่แล้วครับ ถ้าได้เรียนรู้เพิ่มเติม ทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของเราต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของประชาชนเท่านั้นนะครับ หน่วยงานของรัฐในฐานะที่มีข้อมูลความรู้อยู่ในมือของตัวเองอยู่แล้ว ก็ต้องกระจายความรู้เหล่านั้นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเรื่องก่อนแล้วถึงค่อยบอกเหมือนหลายกรณีในช่วงที่ผ่านมา

ที่สำคัญอีกประการ คือ กลุ่มผู้ประกอบการนำเที่ยว ต้องเลิกครับ เลิกเอาใจนักท่องเที่ยว พบเห็นนักท่องเที่ยวทำสิ่งไม่ถูกต้องก็ต้องหยุด ต้องห้ามปราม ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลยเพราะกลัวเสียรายได้

เพราะต้องไม่ลืมว่า ถ้าอีกหน่อยสิ่งแวดล้อมย่อยยับ ถ้าปะการังมันเสียหายขึ้นมาเมื่อไร

“บาทเดียว” เราก็ไม่มีทางหาได้จากการท่องเที่ยวแน่นอน

มะลิลา

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top