สกู๊ปพิเศษ : ‘พัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ’หมอดินดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปี 2559

สกู๊ปพิเศษ : ‘พัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ’หมอดินดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปี 2559

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากเกษตรกรที่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ต้องใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมาก จึงเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ นายพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณเกษตรกรผู้ไม่ท้อแท้กับชีวิตและอาชีพของตนเอง จึงหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรจากเชิงเดี่ยวมาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน พร้อมกับกับพัฒนาที่ดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยวิธีของกรมพัฒนาที่ดิน จนกระทั่งวันนี้สามารถพึ่งพาตนเองและเป็นตัวอย่างให้กับเพื่อนเกษตรกรคนอื่นๆ ได้ ที่พ่วงท้ายมาด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่นชนะเลิศ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10

นายพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณหมอดินอาสาประจำอำเภอศรีสวัสดิ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่นชนะเลิศ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 บ้านเลขที่ 119 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเป็ด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 08-4527-6227 กล่าวว่าก่อนที่จะมีแนวคิดการทำไร่นาสวนผสม ตนนั้นประกอบอาชีพเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ปลูกข้าวโพด ปลูกพริก เช่นเดียวกับเกษตรกรรายอื่นๆ จนมาวันหนึ่งต้องประสบกับปัญหาผลผลิตไม่มีคุณภาพ ต้นทุนการผลิตสูง อันมีสาเหตุมาจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ที่เกิดจากใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมากมาในระยะเวลาที่ทำการเกษตรมา โดยไม่ได้มีการปรับปรุงบำรุงดิน อีกทั้งรายได้ก็ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในครอบครัว


จากปัญหาดังกล่าวนี้เอง ทำให้เกิดความคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาอาชีพการทำเกษตรกรรมแล้ว ในเบื้องต้นจึงได้เข้ารับการฝึกอบรมและศึกษาดูงานกับกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหลังจากที่ศึกษาดูงานแล้วจึงมีความเข้าใจในการทำเกษตรมากขึ้น จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรจากเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสานเริ่มจากแบ่งพื้นที่ปลูกพืช คือ ปลูกข้าวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผล ได้แก่ ไผ่รวก มะละกอ กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ฯลฯ พืชผัก เช่น ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง แตงกวา บวบ ฯลฯ สมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม ข่า และสะเดา พร้อมกันนั้นก็ได้เลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ และสุกร และนำมูลสุกรมาใช้ เลี้ยงปลา เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาแรด ปลานวลจันทร์ ฯลฯ รวมถึงผลิตเป็นก๊าซหุงต้มเพื่อใช้ภายในครัวเรือน

นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกพืชเพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรม ได้แก่ สมอไทย และมะกอกป่า โดยได้จัดตั้งกลุ่มใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร และจัดตั้งศูนย์เพื่อเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้การผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพให้กับสมาชิกเกษตรกร และประชาชนทั่วไป จากการปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรในครั้งนี้ทำให้ได้ศึกษาเรียนรู้ในอาชีพเกษตรกรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะได้พัฒนาตนเองแล้วยังเผยแพร่สู่สังคมด้วย เช่น การเข้ารับการฝึกอบรมเป็นหมอดินอาสาจากสถานีพัฒนาที่ดินกาญจนบุรีและได้ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินต่างๆ

และได้นำความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินของกรมพัฒนาที่ดิน มาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน อาทิ 1.ปรับปรุงสภาพดินกรดโดยใช้สารปรับปรุงดิน (โดโลไมท์) 2.ใช้ปุ๋ยหมักซุปเปอร์ พด.1 เพื่อปรับโครงสร้างดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดิน 3.ปลูกพืชปุ๋ยสด (ปอเทือง) เพื่อเพิ่มธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน 4.ใช้น้ำหมักชีวภาพซุปเปอร์ พด.2 เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช 5.ใช้สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น ซุปเปอร์พด. 6 เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็นและบำบัดน้ำเสียในคอกสัตว์ 6.ใช้สารควบคุมแมลงศัตรูพืชซุปเปอร์ พด.7 แทนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 7.ปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ศูนย์ที่มีความลาดชันเพื่อลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และนำใบหญ้าแฝกที่ตัดแต่งมาคลุมโคนต้นพืชเพื่อรักษาความชื้นในดินจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในการใช้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพดินทำให้พืชมีการเจริญเติบโตดีขึ้นและให้ผลผลิตสูงขึ้นในรอบปีที่ผ่านมามีรายได้จากการขายพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น โดยสามารถขายกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าเป็นเงิน 445,000 บาท ขายมะละกอเป็นเงิน 1,152,000 บาท ขายไผ่รวกหวาน เป็นเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงินที่ขายผลผลิตทั้งหมดได้ 1,637,000 บาท

นายพัฒน์พงษ์ กล่าวอีกว่าตนได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการทำเกษตร ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มีการนำเศษหญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง มูลสัตว์มาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก แล้วนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน ทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษผักและผลไม้เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และผลิตสารขับไล่แมลงศัตรูพืชจากสมุนไพร โดยทั้งหมดนี้เป็นการลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง นอกจากนี้ตนยังได้จัดทำแปลงขยายพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อนำไปใช้ในระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง และแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่เพียงเท่านี้ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตนก็ได้ใช้ทฤษฎีปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นผู้นำชาวบ้านในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตพื้นที่อุทยานป่าไม้ในตำบล ร่วมกับองค์กรท้องถิ่นก่อสร้างฝายแม้วเพื่อชะลอน้ำ ทำแนวกั้นช้างป่า ทำแนวป้องกันไฟป่า

จากความเป็นผู้นำและเสียสละเพื่อประโยชน์ของตนเองและส่วนรวม ทำให้นายพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ สามารถพึ่งพาตนเองได้ในอาชีพเกษตรกรรมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และได้รับคัดเลือกให้เป็นหมอดินอาสาประจำอำเภอ โดยทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจกรรมและสนับสนุนภารกิจกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ และจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงจัดตั้งกลุ่มใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อเผยแพร่ความรู้ในการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพให้กับสมาชิกและผู้ที่สนใจต่อไป

ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้จัดเป็นแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานราชการที่สนใจ เป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกร โดยเกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วไปที่ต้องการศึกษาดูงาน สามารถติดต่อได้ที่ นายพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ หมอดินอาสาประจำอำเภอศรีสวัสดิ์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 บ้านเลขที่ 119 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเป็ด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 0-84527-6227

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top