วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 20.08 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 20 ต.ค. 59 ซึ่งเป็นวันที่เจ็ดของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวันที่สองของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร เนื่องในครบรอบวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ครบ 7 วัน
เมื่อเวลา 07.17 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นวันที่ 7 ของการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการนี้ทรงถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ 8 รูป จากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ มาตั้งแต่ค่ำวันที่ 19 ต.ค. ในการนี้ ม.ล.สราลี กิติยากร ร่วมพระราชพิธีด้วย
ต่อในเวลา 11.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวารพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะตุลาการ คณะสมาชิกสภานิติบัญญัติ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าละอองธุลีพระบาท เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเเละเครื่องราชสักการะกราบถวายบังคมพระบรมศพ จากนั้นทรงจุดธูปเทียนเครื่ิองนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อน สวดถวายพรพระจบ ทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์พระราชทานฉันเสร็จแล้ว ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา เจ้าพนักงานนิมนต์สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้นนั่งยังอาสนะ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายศีล
จากนั้น สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร แสดงพระธรรมเทศนา "ธัมมิกราชกถา" ถวายวิสัชนา ความว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงยึดมั่นอยู่ในพระปฐมบรมราชโอการ ตามที่ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานเพื่อประโยชน์สุขของปวงอาณาประชาราษฎร์และชาติบ้านเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุข ทรงนำประเทศผ่านพ้นวิกฤตการณ์ปัญหาต่างๆ ด้วยพระอัจริยภาพ เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและสังคมโลก ทรงเป็นนักพัฒนาผู้บำเพ็ญทศพิธราชธรรม เป็นพระราชจริยาวัตร เป็นลำดับมา นับเป็นมิ่งมหามงคลของปวงชนชาวไทย ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่มีพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระคุณธรรมันประเสริฐทางเป็น "ธรรมิกราชา" สมดั่งประฑันธ์พุทธภาษิตที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข เมื่อสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร แสดงพระธรรมเทศนา ถวายพระธรรมเทศนา จบ พระ 4 รูป สวดธรรมคาถา
ต่อมา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูขากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา แล้วทรงทอดผ้าไตรพระสงฆ์อีก 89 รูป เท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ
เวลา 15.00 น. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีวัดอนงคารามวรวิหาร และวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ต่อมาเวลา 18.48 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช มีพระพิธีธรรม 8 รูปจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดราชสิทธารามราชวรวิหารสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
ส่วนที่ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง ตลอดทั้งวันนี้ ได้มีคณะทูตานุทูตจากนานาประเทศ อาทิ มอลต้า ตูนีเซีย สเปน มาดากัสการ์ คูเวต นามิเบีย และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ จำนวนมาก อาทิ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ผู้แทนธนาคารโลกภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้แทนสำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ เดินทางมาลงนามถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ส่วนบรรยากาศลงนามถวายความอาลัย ตั้งแต่เช้ามือที่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ประชาชนจากทั่วสารทิศได้เดินทางหลั่งไหลมาเป็นจำนวนมาก เพื่อต่อแถวรอคิวเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงถวายความอาลัยพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมราชวัง เป็นวันที่ 6 โดยแถวเริ่มต้นแยกหน้าประตูวิเศษไชยศรี ผ่านหน้ากรมศิลปากร วันมหาธาตุฯ ต่อเลียบถนนรอบสนามหลวง ไปจรดฝั่งตรงข้ามศาลหลักเมือง ถึงแม้แดดจะร้อนอบอ้าวพสกนิกรก็ตั้งใจรอด้วยความจงรักภักดีต่อองค์พ่อหลวงพระผู้ทรงมีเมตตา ด้วยความรักและเทิดทูน
โดยในวันนี้สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายความอาลัยตั้งแต่เวลา 08.00 น. และปิดการถวายสักการะเวลาในเวลา 11.00 น. เพื่อในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวารพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะถวายความอาลัยอีกครั้งในเวลา 15.00 น. และขยายเวลาเพิ่มถึง 17.00 น. ส่วนวันถัดไปจะเปิดตามปกติ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ
กระทั่งเวลา 17.00 น. สำนักพระราชวัง ได้ปิดให้ประชาชนลงนามถวายความอาลัย โดยในวันนี้มีประชาชนเข้าถวายสักการะถวายความอาลัย รวมจำนวนทั้งสิ้น 26,709 ราย สำหรับยอดเงินที่ประชาชนถวายเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวนทั้งสิ้น 468,360 บาท
นายยินดี ปั้นแววงาม ผู้แทนสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร กว่า 10 แห่ง ๆ ละ 15-40 คน อาทิ โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย โรงเรียนโยธินบูรณะ โรงเรียนสตรีวิทยา 3 พุทธมณฑล โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนผดุงศิลย์พิทยา โรงเรียนวัดราชาธิวาส เป็นต้น เดินทางร่วมกิจกรรมกิจตรอาสา ในการช่วยเก็บขยะ แจกอาหาร และเข็นรถนั่งให้บริการผู้สูงอายุ เข้ามาสักการะถวายความอาลัย ที่ศาลาสหทัยฯ
โดยนายยินดี กล่าวว่า กิจกรรมนี้ได้เริ่มเป็นวันแรก และจะพานักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหมุนเวียนกันมาร่วมจิตอาสาทุกวัน จนงานพระราชพิธีเสร็จสิ้น เริ่มตั้งแต่ 09.00-16.00 น.
"กิจกรรมนี้เป็นการสร้างจิตสำนึกของนักเรียนให้เข้มข้นขึ้น ในการเป็นพลเมืองดี มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อวงการศึกษา ที่สำคัญพระองค์ทรงเป็นองค์พระประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ ลูกเสือจะยึดมั่นคำสอนของพระองค์ทั้งเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการทรงงาน 36 คำสอนของพ่อสู่แผนที่ชีวิต ซึ่งในข้อ 30 ที่ว่า ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อไปก็ผิดหมด ดังนั่น การให้นักเรียนได้สมัครเป็นจิตอาสาถือว่ามาถูกทาง" นายยินดี กล่าว
ด้าน น.ส.วรวรรณ ชูช้อย นักเรียนชั้น ม.5/5 โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย กล่าวว่า ช่วงนี้ปิดเทอมจึงได้สมัครมาร่วมเป็นจิตอาสากับเพื่อน รวม 20 คน โดยเข็นรถเข็นให้ผู้สูงอายุ เนื่องจากเดินไม่ค่อยไหวเพราะแดดร้อนมาก และช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น และช่วยแจกอาหารให้ประชาชนที่มารอเข้าสักการะถวายความอาลัย ซึ่งพวกเราอยากมาทำความดีเพื่อถวายในหลวงที่ทรงงานหนักจนมีโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ช่วยเหลือประชาชน ถึงแม้วันนี้แดดจะร้อนแต่พวกเราก็จะสู้เพื่อถวายในหลวง นอกจากนี้ยังนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันในเรื่องการประหยัดและอดออมด้วย
นอกจากนี้ นายวิทิต ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จัดกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้นำคณะผู้บริหารกลุ่มอินทัชเข้าสักการะถวายความอาลัยด้วย
ด้านนายลี ฟอร์ด ชาวอเมริกัน วัย 65 ปี เดินทางมาจากมลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมภรรยาชาวไทย กล่าวถึงความรู้สึกว่า มาประเทศไทยหลายครั้ง สิ่งที่เห็นบ่อยและรู้สึกประทับใจมาก คือโครงการพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ ส่วนตัวมองว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีแต่ให้ ไม่ใช่ให้แค่ประชาชนคนไทย แต่รวมถึงคน ทุกชาติ ทุกศาสนา ที่อาศัยในประเทศนี้ ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลที่ประเสริฐ เป็นบุคคลที่มวลมนุษยชาติในโลกนี้ต้องการมาก วันนี้ได้มาร่วมในเหตุการณ์ที่สำคัญของประเทศไทย ที่ศาลาสหทัยสมาคม พร้อมกับคนไทยอีกจำนวนมาก รู้สึกยกย่องคนไทย ที่รวมจิตใจแสดงออกถึงความโศกเศร้าอาลัยอย่างพร้อมเพรียง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันยากที่จะหาใดเหมือนนี้ จะจดจำไว้และบอกเล่าให้คนต่างชาติ ที่รู้จักได้รับทราบกันต่อๆ ไป
นางพรทิพย์ ตั้งประดิษฐ์ อายุ 62 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดกระแจะ ต.ท่างาม อ.เมืองปราจีน เดินทางมาพร้อมสามี คือ พ.ท.มนัส ตั้งประดิษฐ์ อายุ 64 ปี อดีตทหารักษาพระองค์ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ กับลูกชายและหลาน เดินทางมารอสักการะถวายความอาลัย ว่าในวันที่ 13 ต.ค. พอทราบข่าวว่าพระองค์เสด็จสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมากไม่มีคำไหนมาอธิบายได้ วันที่ 14 ต.ค. จึงเดินทางจาก จ.ปราจีนบุรี มาที่แยกถนนอรุณอมรินทร์เพื่อรอถวายความอาลัยขณะขบวนเคลื่อนพระบรมศพออกจาก รพ.ศิริราช ผ่านไปในพระบรมมหาราชวัง เห็นก็ร้องไห้เพราะรู้สึกเรารักพระองค์รักแบบตายแทนได้ ก็ขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย อยากให้พระองค์ท่านได้พักผ่อนสบาย ไม่เช่นนั้นท่านก็เหนื่อย เพราะทรงงานตลอดไม่เคยหยุด เพราะท่านรักประชาชนของท่าน
นางพรทิพย์ กล่าวทั้งน้ำตาต่อว่า ที่ผ่านมาตนได้น้อมนำคำสอนและพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์มาเป็นแนวทางในการสอนลูกหลานในครอบครัว และถือว่าโชคดีที่เป็นข้าราชการครู จึงได้มีโอกาสนำคำสอนของพระองค์มาอบรมนักเรียนให้มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ และให้ระลึกถึงคุณของแผ่นดิน รวมถึงเรื่องเศษรฐกิจพอเพียงเพื่อให้นักเรียนรู้จักอดออม
ด้าน พ.ท.มนัส ตั้งประดิษฐ์ กล่าวว่า ตนเป็นทหารรักษาพระองค์ได้เคยผลัดเปลี่ยเมื่อปี 2540 , 2543 และ 2545 ในฐานะทหารรักษาพระองค์เคยมาเดินสวนสนามหน้าพระพักต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเคยถวายงานขณะที่พระองค์เสด็จฯ จ.ปราจีนบุรี รู้สึกปลาบปลื้มและภูมิใจมาก รวมถึงได้เคยถวายงานเป็นทหารยามยืนเฝ้าพระศพสมเด็ญพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รู้สึกภูมิใจมากที่สุดในชีวิตทหารรักษาพระองค์
ขณะที่นางวนิดา เดชรักษา อายุ 53 ปี อาชีพเสริมสวย ชาว ต.อ่าวลึกใต้ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ กล่าวภายหลังลงนามถวายความอาลัย ว่าหลังรู้ข่าวว่าในหลวงเสด็จสวรรคตแล้วเหมือนขาดที่พึ่ง ท่านเหมือนพระโพธิสัตว์ คอยช่วยเหลือคนทุกข์ยาก สมัยตนยังเด็กจำไม่ได้ว่า พ.ศ. อะไร แม่พาไปรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเคย เสด็จฯไปแก้ปัญหาน้ำแล้ง ขุดลอกคลอง ทำฝายชลอน้ำ ที่ อ.อ่าวลึกใต้ จ.กระบี่ หลังจากนั้นที่นั่่นน้ำก็ไม่เคยแห้งอีกเลย และช่วยสร้างถนนทำให้เดินทางสะดวกขึ้น ก็ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย พวกเราในฐานะพสกนิกรของพระองค์ก็จะขอเดินตามรอยที่พ่อสอนไว้ โดยเฉพาะเรื่องความมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นที่เราสามารถช่วยได้ และนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้จ่ายอย่างประหยัด รู้จักพอ รู้จักเก็บออม คือได้ 7 เก็บ 2 ใช้ 5
นางวนิดา กล่าวต่อว่า ตนมีบุญที่ได้พาพ่อแม่และลูก มาสักการะถวายความอาลัยวันนี้ เพราะบนขอให้ถูกหวย จะได้เดินทางมา โชคดีถูก 98 จึงได้พาครอบครัวนั่งรถไฟมาวันนี้ หลังวันที่ 28 ต.ค.ก็จะหาโอกาสเดินทางมาอีก อยากมาส่งเสด็จพระองค์ท่าน
นายเชอริงค์ เปนโจ นักธุรกิจชาวภูฎาน สวมชุดประจำชาติภูฎาน เดินทางมาร่วมลงนามถวายอาลัยพระบรมศพ กล่าวว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เสด็จฯ เยือนประเทศไทย ในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้ชาวภูฎานได้รู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทย รู้ว่าทรงมีพระเมตตา มีพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ทำเพื่อประชาชนของพระองค์ ตนเป็นนักธุรกิจเดินทางมาไทยบ่อยๆ แต่ที่มาครั้งนี้ มาเป็นกรณีพิเศษเพราะอยากร่วมถวายสักการะพระบรมศพ ซึ่งสิ่งที่เห็นตลอดหลายวันที่ผ่านมาคือความเศร้าโศกเสียใจของคนไทย ทุกคนมายืนต่อแถวเข้าถวายอาลัยพระบรมศพอย่างเป็นระเบียบ แม้อากาศจะร้อนก็อดทน นั่นแสดงให้เห็นว่าพระองค์ ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของคนไทยเป็นอย่างมาก
นางนิโคล เทริโอ นักร้องลูกครึ่งไทยอเมริกัน กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นพ่อหลวงมาตั้งแต่จำความได้ ท่านทรงเป็นเสาหลักของพสกนิกรคนไทยมาตลอด ในวันที่พระองค์จากไป จึงเสียใจที่สุดในชีวิต ไม่ต่างกับคนไทยทุกคนในประเทศ เหมือนเมื่อไม่มีท่านแล้วคนไทยไม่มีจุดหมาย วันนี้ตั้งใจอย่างมากที่จะมาร่วมถวายความอาลัยองค์พ่อหลวง มาถึงตอนแรกก็เห็นคนที่มาร่วมจำนวนมากคิดว่าต้องใช้เวลารอนาน แต่พอต่อแถวแล้วใช้เวลารอไม่มากวันนี้ ถือว่าบรรลุความตั้งใจที่วางไว้ แต่วันหน้าเมื่อเปิดให้ประชาชนสามารถขึ้นไปสักการะพระบรมศพ จะกลับมาที่พระบรมมหาราชวัง เพื่อส่ง เสด็จฯพระองค์อีกครั้ง
ทั้งนี้ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บริจาครถเข็นนั่ง 100 คัน เพื่อให้ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก นั่งเข้ามาลงนามถวายความอาลัย