สศก.หนุนภารกิจสำรองข้าวฉุกเฉิน สร้างความมั่นคงทางอาหารชาติภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

สศก.หนุนภารกิจสำรองข้าวฉุกเฉิน สร้างความมั่นคงทางอาหารชาติภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม” มีผลบังคับใช้ สศก.ชี้เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย พุ่งเป้าสนับสนุนภารกิจตาม “ความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉิน” สร้างความมั่นคงทางอาหารในยามวิกฤติ

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อประเด็นความมั่นคงทางอาหารมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเทาผลกระทบจากความไม่มั่นคงด้านอาหารแก่ประชาชนในยามที่เกิดภาวะวิกฤติ โดยได้ร่วมกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนริเริ่มการจัดตั้งระบบสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนตั้งแต่ปี 2545 และได้พัฒนาให้เป็นโครงการนำร่อง จนกระทั่งได้ดำเนินการจัดทำเป็น “ความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม” (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve Agreement) ซึ่งรัฐบาลไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศร่วมกับประเทศบวกสาม ประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้ร่วมลงนามในความตกลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 เพื่อจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR)


การจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERR มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นกลไกในการจัดการระบบสำรองข้าวและระบายข้าวเมื่อเกิดความจำเป็นในกรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน สำหรับช่วยเหลือประเทศสมาชิกด้านมนุษยธรรม รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียนบวกสาม ซึ่งต่อมาที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีเกษตรของประเทศบวกสาม ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของไทยให้จัดตั้งสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ สศก. เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR ในประเทศไทย

สศก. ในฐานะหน่วยประสานงานหลักของไทยสำหรับ APTERR จึงได้ดำเนินการเสนอให้มีการตรา “พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ. 2559” เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย และให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยได้รับเอกสิทธิ์และการอำนวยความสะดวกในการเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย โดย พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ทำให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การที่ไทยได้ดำเนินการเพื่อออกกฎหมายสำหรับการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้แก่สำนักเลขานุการ APTERR และเจ้าหน้าที่ จะช่วยสนับสนุนให้สำนักเลขานุการ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายการเกิดความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียนเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติฉุกเฉิน ให้ความช่วยเหลือรัฐสมาชิกในด้านมนุษยธรรมโดยไม่เป็นการบิดเบือนตลาดการค้าข้าวระหว่างประเทศ นอกจากนี้ 
ยังเป็นการส่งเสริมบทบาทนำของไทยด้านความมั่นคงด้านอาหาร ในระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top