วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
13 พ.ย.58 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงถึงเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง ที่ให้พรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 5 คน ว่า เท่าที่สรุปมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยจากเหตุผล 5 ประเด็น คือ 1.วิตถาร 2.เปิดช่องคนนอก 3.ขัดเจตนารมณ์ประชาชน 4.ไม่ยึดโยงกับประชาชน 5.ก้าวก่ายการตัดสินใจของพรรค ซึ่งตนได้พิจารณาทั้งหมดแล้วก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลที่แท้จริง และเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ตั้งแต่เรื่องวิตถารก็ไม่ทราบว่าวิตถารตรงไหน เพราะประชาชนได้ทราบล่วงหน้าว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนกรณีที่อ้างว่าเป็นการเปิดช่องให้คนนอกนั้น นายมีชัย กล่าวว่า การเสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองกำหนด ไม่ใช่ กรธ.กำหนด จึงไม่ถือว่าเป็นการเปิดช่อง เพราะเป็นการตัดสินใจของพรรคการเมืองนั้นๆ ส่วนคนที่ถูกเสนอชื่อต้องเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่นั้น ยังไม่มีการกำหนดที่ชัดเจน แต่ให้เป็นมติพรรคและต้องได้รับความยินยอมจากคนที่ถูกเสนอชื่อไปยื่นต่อ กกต.เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างชื่อด้วย
"สมมติพรรคการเมืองหนึ่งเกิดกินอะไรแสลงมา แล้วมาเสนอคนนอกในรายชื่อ 5 คน ไปถึงสภา สภาก็อย่าไปเอา ถ้าเราใช้ระบบพรรคการเมือง และรัฐสภาไว้ใจไม่ได้ทั้งพรรคการเมือง และไว้ใจไม่ได้ทั้ง ส.ส.500 คน ก็นึกไม่ออกว่าเราจะไปพึงใครได้ เพียงแค่การตัดสินใจแค่นี้ ไม่สามารถตัดสินใจได้ เราจะพึ่งใครได้ ระบบนี้จะไปได้อย่างไร" นายมีชัย กล่าว
สำหรับกรณีที่ระบุว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนนั้น ประธาน กรธ.กล่าวว่า นึกไม่ออกว่าขัดเจตนารมณ์ประชาชนอย่างไร เพราะเป็นการเสนอชื่อให้ประชาชนเห็นก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ถ้าระบบเดิมที่พรรคเสนอใครก็ไม่รู้ที่อยู่ในสภาจะตรงกับเจตนารมณ์ประชาชนอย่างไร นอกจากนี้ คิดว่าวิธีนี้ยึดโยงประชาชนมากที่สุด เพราะประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคการเมืองจะเสนอคนเดียว หรือเสนอ 5 คน ก็ได้ ส่วนที่บอกว่าก้าวก่ายการตัดสินใจของพรรคนั้น ตนไม่เข้าใจ เพราะพรรคเป็นผู้มีมติไม่มีการบังคับให้เสนอใครจะเรียกว่าก้าวก่ายได้อย่างไร แต่ถ้าหมายความว่ากำหนดกรอบไม่ให้พรรคหยิบคนที่ประชาชนไม่รู้มาก่อนอาจจะใช่ แต่นี่ประชาชนจะรู้ล่วงหน้าก่อน พรรคเป็นผู้ตัดสินใจเอง ดังนั้น เหตุผลที่คัดค้านจึงยังไม่เห็นว่าแนวทางของกรรมการไม่ดีอย่างไร
เมื่อถามว่า ระบบที่เปิดช่องเสนอ 5 รายชื่อ ถ้าเอาคนมีชื่อเสียงดีเด่นดังดึงคะแนนเสียง แต่พรรคมีคนในใจอยู่แล้วจะเป็นผลเสียหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ที่คิดว่าเอาดารามาแล้วได้คะแนนไม่แน่เสมอไป เพราะเขารู้จะเลือกคนไปเล่นหนังหรือบริหารบ้านเมือง อาจจะฉุดคะแนนตกก็ได้ พรรคต้องมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ ส่วนการเสนอรายชื่อจะเป็นการเรียงลำดับหรือไม่ยังไม่ตัดสินใจ ดีที่จะรู้ว่าใครจะมาอันดับหนึ่งอันดับสอง แต่กรณีพรรคร่วมกันจะรวมกันไม่ได้ คนลำดับที่หนึ่งกับที่สองจะรับกันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้นจะไม่ให้เสนอซ้ำกัน
นายมีชัย ยังแสดงความมั่นใจว่าระบบเลือกตั้งที่ออกแบบมานี้จะทำให้เกิดการฮั้วเรื่องคะแนนเสียงยากขึ้น แต่ยอมรับว่าไม่สามารถป้องกันการจับมือกันเป็นรัฐบาลล่วงหน้า เพราะระบบเดิมที่ผ่านมาก็มีลักษณะที่เรียกว่าเป็นพันธมิตรกัน ซึ่งเป็นไปตามกลไกทางการเมืองที่แต่ละพรรคจะตกลงกัน พร้อมกับยืนยันว่าจะไม่เกิดปัญหาว่ามีการใช้อำนาจทหารเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลมีเกราะป้องกันเป็นชั้นๆ ไม่สามารถทำอะไรอย่างที่กังวลได้ เนื่องจากประชาชนจะรู้ล่วงหน้าก่อนลงคะแนน อย่างไรก็ตาม จะมีการกำหนดสัดส่วน ส.ส.ของพรรคการเมืองที่ผู้ถูกเสนอชื่อมีสิทธิได้เป็นรัฐมนตรีไว้เบื้องต้นที่ร้อยละ 5 คือ อย่างน้อยต้องมี ส.ส.25 คน ดังนั้น พรรคเล็กก็มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคการเมืองใหญ่เท่านั้น
ส่วนกรณีที่เกิดปัญหาผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมีอันเป็นไปหลังการเลือกตั้งนั้น นายมีชัย กล่าวว่า จะไม่มีผลต่อคะแนนที่นำมานับในระบบบัญชีรายชื่อ เพียงแต่ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในส่วนของ ส.ส.ระบบเขต จึงไม่คิดว่าระบบนี้จะเปิดช่องทำให้เกิดความรุนแรงกับผู้สมัครเพื่อลบล้างคะแนนเสียงประชาชนที่เลือกไปแล้ว
นายมีชัย เปิดเผยด้วยว่า มีการพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนการถอดถอนของวุฒิสภา เพราะที่ผ่านมาทำได้ยาก และทำให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปครอบงำวุฒิสภาจนเสียหายต่อสถานภาพความเป็นกลางของวุฒิสภา จึงมองหาว่าการถอดถอนในกรณีที่ ป.ป.ช.พบว่ามีความผิดจะทำอย่างไรให้คนที่กระทำผิดนั้นพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา ซึ่งระบบที่จะออกแบบใหม่นี้อาจไม่เรียกว่าการถอดถอนก็ได้แต่เรียกว่าพ้นจากตำแหน่งที่กระทำความผิด โดยกำลังพิจารณาว่าจะให้ไปจบที่การตัดสินของศาลหรือไม่
ประธาน กรธ.กล่าวด้วยว่า ระบบบริหารกับนิติบัญญัติที่วางไว้ในขณะนี้ คนเป็นรัฐมนตรีไม่ต้องออกจากการเป็น ส.ส.เพราะถ้าเป็น ส.ส.เขต จะกระทบเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ แต่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นได้จะไม่เป็นธรรม กำลังมองให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนที่มา ส.ว.ยังไม่ตกผลึกว่าควรจะกำหนดแบบใด แต่เห็นว่าต้องไม่ถูกพรรคการเมืองครอบงำ ขณะเดียวกันก็มีส่วนยึดโยงกับประชาชนด้วย และเห็นว่ายังจำเป็นต้องมี ส.ว.ไว้กลั่นกรองกฎหมาย
ส่วนกรณีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกันระหว่างองค์กรอิสระ เช่น กรณี ป.ป.ช.ตัดสินเรื่องข้าราชการทำผิดวินัยร้ายแรงแล้วมีการไปร้องศาลปกครองทำให้มีการเพิกถอนมติ ป.ป.ช.นั้น นายมีชัย กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพิจารณาประเด็นนี้ แต่ถ้าเห็นว่าเป็นปัญหาก็จะเข้าไปดูในรายละเอียด เพราะกฎหมายก็ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดช่องเพื่อให้ความเป็นธรรม หลัง ป.ป.ช.ตัดสินได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยจะศึกษาในรายละเอียดอีกครั้งว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้หรือไม่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี