546.jpg
เจ้าสัวซีพีแนะทางรอดศก.หนุนรัฐอัดงบประคองธุรกิจสกัดคนตกงาน

เจ้าสัวซีพีแนะทางรอดศก.หนุนรัฐอัดงบประคองธุรกิจสกัดคนตกงาน

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แถลงข่าวผ่าน วีดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ภายหลังเปิดเดินเครื่องโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยวันแรก
(16 เมษายน 2563) ว่า เชื่อว่าวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะผ่านพ้นไปได้ภายในอีกไม่นานนี้ เนื่องจากเกิดความร่วมมือกันทั้งโลก ประกอบกับด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้นจึงเชื่อว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานการคิดค้นวัคซีนป้องกันและยารักษาโรคนี้ได้

ส่วนการรับมือผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจนั้น สำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องทำให้ภาคธุรกิจทั้งหมดยังคงรักษาการจ้างงานเอาไว้ เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้ก็มีการจับจ่าย เกิดการหมุนเวียนของเงินในระดับหลายรอบ แม้ว่าอาจจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ในที่สุดรัฐบาลก็จะได้รายได้กลับคืนมาในรูปของภาษีอากรอยู่ดี แม้ว่าจะต้องใช้เงินมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ทุ่มเม็ดเงินเข้ามากว่า 10% จีดีพี ก็ต้องทำ จำเป็นต้องกู้ก็ต้องกู้


นายธนินท์กล่าวอีกว่าหลังจากพ้นวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ธุรกิจแรกที่จะกลับมาเร็วที่สุดคือ ธุรกิจการท่องเที่ยวดังนั้นต้องรักษาธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเอาไว้ให้ได้อย่าให้ล้มหายตายจากไป เพราะภาษีจากธุรกิจการท่องเที่ยวสูงและในระหว่างนี้ก็ใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะบุคลากรในธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นฟูธรรมชาติสิ่งแวดล้อมยกระดับของคุณภาพโรงแรม ให้พร้อมรับการท่องเที่ยวที่จะกลับคืนมาหลังจากการระบาดของโควิด-19 ยุติลง

“ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้านโดยเฉพาะวัฒนธรรมของไทยที่เอื้ออาทรต่อกันขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม จนคนต่างชาติชื่นชอบและอยากจะกลับมาเที่ยวเมืองไทยซ้ำหลายครั้ง บางคนอยากจะมาอยู่เมืองไทยตลอดไปเลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญตอนนี้ถ้าเราสร้างให้เขาเห็นว่าถ้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วปลอดภัยจากโรคโควิด-19 หรือโรคภัยอื่นด้วยแล้ว ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ชาวต่างชาตินึกถึงถึงวันนั้นธุรกิจการท่องเที่ยวเราจะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จึงต้องย้ำว่าแม้จะใช้เงินจำนวนมากก็ต้องรักษาธุรกิจการท่องเที่ยวเอาไว้ให้ได้” นายธนินท์กล่าว

นายธนินท์ ยังได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาเซียนหรือเอเชียเท่านั้นแต่ต้องตั้งเป้าหมายว่าเราจะเป็นศูนย์กลางการค้าหรือศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก ด้วยที่ตั้งของไทยสามารถเชื่อมต่อกับประเทศใหญ่ของโลกได้อย่างสะดวก ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 3 พันล้านคน คิดเป็นครึ่งของหนึ่งประชากรทั้งโลก

“นักธุรกิจทั่วโลกยังอยากมาเมืองไทยทั้งนั้น เพราะเป็นศูนย์กลางของตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก วันนี้เศรษฐกิจจีนกำลังเติบโต คนรวยของจีนกำลังเพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นตอนนี้รวยที่สุดในเอเชีย เกาหลีใต้ก็รวยแล้ว อินเดียมีโอกาสรวยเท่าอเมริกา เท่าญี่ปุ่นได้แน่นอน แค่ประชากรเขารวยขึ้น ถ้า 30% คนรวย ก็เท่าอเมริกา จีนแค่ 30% คือ 400 ล้านคน ก็ใหญ่เท่ายุโรป แต่เมื่อคนรวยของจีนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่แค่ 30% ก็ใหญ่เท่ายุโรป ใหญ่กว่าอเมริกาอีก รวมทั้งรัสเซียก็อยู่ในนี้ส่วนหนึ่ง เห็นไหมว่าขนาดของตลาดมันใหญ่ขนาดไหน”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้ไทยไปถึงจุดนั้นได้ แน่นอนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต้องเร่งสร้าง ซึ่งขณะนี้ก็กำลังทำอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คน และเป็นจุดที่ไทยยังขาด จะใช้เวลาสร้างคนขึ้นมา 5 ล้านคน เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการค้าโลก คงทำไม่ทันแน่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเอื้อให้เราดึงคนเก่งจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงาน เข้ามาลงทุนในไทย กฎระเบียบบางอย่างแก้ยกเลิกไปก็ได้ เช่น เรื่องการกำหนดเวลาที่ต้องมารายงานตัว ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมถึงสร้างแรงจูงใจอื่น เช่น ให้โอกาสมีสัญชาติไทย ฯลฯ ทำแบบเราก็จะได้คนเก่งจากทั่วโลกมาช่วยพัฒนาประเทศ และพัฒนาคนของไทยด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top