เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดงานประจำปีสศอ.(OIE FORUM) ในหัวข้อ NewPerspective of Thailand Industry มองมุมกลับ ปรับมุมคิด พลิกวิกฤติอุตสาหกรรมไทย ที่ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค
นายศุภชัย พาณิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก(WTO) และอดีตเลขาธิการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้า และการพัฒนา (UNCTAD) กล่าวในหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย เดินหน้าอย่างไรในวิกฤติไทยวิกฤติโลก” ว่า ผลกระทบโควิด-19 มีความจำเป็นที่รัฐบาลไทยจะต้องอัดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องกู้เพิ่มก็ต้องดำเนินการแม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่สูงขึ้น 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
ส่วนค่าเงินบาทที่เอกชนมองว่าควรจะอ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออกนั้น มองว่า ขณะนี้หมดยุคบาทอ่อนแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ไม่ควรจะแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า หรือควรปล่อยให้สะท้อนกลไกของตลาดจะดีกว่า
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “มุมมองใหม่ของอุตสาหกรรมไทย หลังสถานการณ์โควิด-19” ในงานสศอ. (OIE FORUM) พ.ศ. 2563 ว่า โควิด-19 เป็นทั้งวิกฤติและโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยพบว่าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหารและสินค้าที่เกี่ยวกับการรักษาและป้องกันโรค ทั้งเครื่องมือแพทย์และสิ่งทอทางการแพทย์ (Medical Textile) เป็นดาวเด่นที่การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และการที่ไทยควบคุมโควิด-19 ทำให้สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและเชื่อว่าจากนี้ไปจะค่อยทยอยฟื้นตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเองต้องปรับให้สอดรับกับทิศทางโลกที่เปลี่ยนไปโดยนำนวัตกรรมดิจิทัล ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติมาบริหารจัดการให้มากขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์และตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal รวมถึงต้องยกระดับไปสู่โมลเศรษฐกิจ BCG(Bio-Circular-Green Economy)”นายสุริยะกล่าว
ในวันเดียวกัน KKP Research กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ “คาดเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงแม้มีวัคซีน” โดยระบุว่า KKP
Research ได้ ปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตของจีดีพีสำหรับปี 2563 จาก -9% มาอยู่ที่ -6.7% และปี 2564 จาก 3.4% เป็น3.5% จากตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 3 ของปี 2020 ที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด
ส่วน การค้นพบวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ไม่เปลี่ยนภาพการท่องเที่ยวของไทยจากที่เคยประเมินไว้โดยยังคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาในไตรมาส 3-4 ปีหน้า ที่จำนวน 6.4 ล้านคน
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงอีกอย่างน้อย 3 ข้อ (1) ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเสี่ยงปิดกิจการจากการขาดกระแสเงินสด (2) เงินบาทที่กลับมาแข็งค่าจะทำให้การส่งออกฟื้นตัวช้า และ (3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะส่งผลต่ออุปสงค์ภายในประเทศ
“เงินบาทที่แข็งค่าอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวของการส่งออก ในปี 2563 การส่งออกในหลายประเทศ ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันฟื้นตัวได้ดีมาก โดยกลับมาโตเป็นบวกในระดับสองหลัก จากการฟื้นตัวของสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี แต่ไทยกลับไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนั้นเพราะมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ทิศทางของค่าเงินบาทยังขึ้นอยู่กับมาตรการของธปท.ที่จะออกมาเพิ่มเติมด้วย”
ส่วน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ สถานการณ์การเมืองในประเทศจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศและชะลอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี