546.jpg
‘ดร.ซุป’จี้กระตุ้นศก.  แม้ต้องกู้เพิ่ม/ชี้หมดยุค‘บาทอ่อน’แล้ว

‘ดร.ซุป’จี้กระตุ้นศก. แม้ต้องกู้เพิ่ม/ชี้หมดยุค‘บาทอ่อน’แล้ว

วันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดงานประจำปีสศอ.(OIE FORUM) ในหัวข้อ NewPerspective of Thailand Industry มองมุมกลับ ปรับมุมคิด พลิกวิกฤติอุตสาหกรรมไทย ที่ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค

นายศุภชัย พาณิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก(WTO) และอดีตเลขาธิการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้า และการพัฒนา (UNCTAD) กล่าวในหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย เดินหน้าอย่างไรในวิกฤติไทยวิกฤติโลก” ว่า ผลกระทบโควิด-19 มีความจำเป็นที่รัฐบาลไทยจะต้องอัดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องกู้เพิ่มก็ต้องดำเนินการแม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่สูงขึ้น 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก


ส่วนค่าเงินบาทที่เอกชนมองว่าควรจะอ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออกนั้น มองว่า ขณะนี้หมดยุคบาทอ่อนแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ไม่ควรจะแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า หรือควรปล่อยให้สะท้อนกลไกของตลาดจะดีกว่า

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “มุมมองใหม่ของอุตสาหกรรมไทย หลังสถานการณ์โควิด-19” ในงานสศอ. (OIE FORUM) พ.ศ. 2563 ว่า โควิด-19 เป็นทั้งวิกฤติและโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยพบว่าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหารและสินค้าที่เกี่ยวกับการรักษาและป้องกันโรค ทั้งเครื่องมือแพทย์และสิ่งทอทางการแพทย์ (Medical Textile) เป็นดาวเด่นที่การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และการที่ไทยควบคุมโควิด-19 ทำให้สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและเชื่อว่าจากนี้ไปจะค่อยทยอยฟื้นตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเองต้องปรับให้สอดรับกับทิศทางโลกที่เปลี่ยนไปโดยนำนวัตกรรมดิจิทัล ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติมาบริหารจัดการให้มากขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์และตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal รวมถึงต้องยกระดับไปสู่โมลเศรษฐกิจ BCG(Bio-Circular-Green Economy)”นายสุริยะกล่าว

ในวันเดียวกัน KKP Research กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ “คาดเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงแม้มีวัคซีน” โดยระบุว่า KKP
Research ได้ ปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตของจีดีพีสำหรับปี 2563 จาก -9% มาอยู่ที่ -6.7% และปี 2564 จาก 3.4% เป็น3.5% จากตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 3 ของปี 2020 ที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด

ส่วน การค้นพบวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ไม่เปลี่ยนภาพการท่องเที่ยวของไทยจากที่เคยประเมินไว้โดยยังคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาในไตรมาส 3-4 ปีหน้า ที่จำนวน 6.4 ล้านคน

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงอีกอย่างน้อย 3 ข้อ (1) ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเสี่ยงปิดกิจการจากการขาดกระแสเงินสด (2) เงินบาทที่กลับมาแข็งค่าจะทำให้การส่งออกฟื้นตัวช้า และ (3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะส่งผลต่ออุปสงค์ภายในประเทศ

“เงินบาทที่แข็งค่าอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวของการส่งออก ในปี 2563 การส่งออกในหลายประเทศ ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันฟื้นตัวได้ดีมาก โดยกลับมาโตเป็นบวกในระดับสองหลัก จากการฟื้นตัวของสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี แต่ไทยกลับไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนั้นเพราะมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ทิศทางของค่าเงินบาทยังขึ้นอยู่กับมาตรการของธปท.ที่จะออกมาเพิ่มเติมด้วย”

ส่วน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ สถานการณ์การเมืองในประเทศจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศและชะลอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top