546.jpg
Kick Off1เม.ย.นี้‘ศักดิ์สยาม’เปิดพิกัด‘รวดเร็ว-ปลอดภัยความเร็วใหม่120กม.ต่อชม.

Kick Off1เม.ย.นี้‘ศักดิ์สยาม’เปิดพิกัด‘รวดเร็ว-ปลอดภัยความเร็วใหม่120กม.ต่อชม.

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.32 น.

นโยบายการปรับเพิ่มอัตราความเร็วของรถยนต์ใหม่  ขับได้ไม่เกิน 120 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง (ชม.)  ถือเป็นผลงานที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอีกชิ้นหนึ่งของ “รมต.โอ๋”  ศักดิ์สยาม ชิดชอบ  รมว.คมนาคม สังกัดพรรคภูมิใจไทย   ที่มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถใช้ถนน เดินทางด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่คำถึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง

หลังจาก เมื่อเร็วๆนี้  ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดิน หรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ. 2564  ได้ปลดล็อคและ อนุญาตให้ทำความเร็วในบางเส้นทางได้ไม่เกิน 120 กม. / ชม.  สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ใช้ทั่วโลก อาทิ ถนนออโต้บาห์น ทางหลวงในประเทศเยอรมัน  ที่สามารถแก้ปัญหาจราจรให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น


อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นดังกล่าวยังมีความเป็นกังวลในเรื่องความปลอดภัย  แต่ก็ได้รับการยืนยันจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า อุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่เกิดจากความเร็ว  แต่มักจะเกิดความประมาทเลินเล่อ หรือเมาสุรา  เป็นปัจจัยอันดับต้นๆ

นายศักดิ์สยาม ออกมาระบุยืนยันว่า ในวันที่ 1 เม.ย. 2564 กระทรวงคมนาคม เตรียมนำร่องทดลอง (Kick Off) ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ของรถยนต์ส่วนบุคคลขนาดไม่เกิน 7  ที่นั่ง ตามที่กฎกระทรวงฯ กำหนดจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 90 กม./ชม   ในถนนที่มีมาตรฐานสูงขนาด 4 ช่องจราจรขึ้นไป ไม่มีจุดตัดหรือจุดกลับรถเสมอระดับถนน มีการแบ่งทิศทางจราจรอย่างชัดเจน และมีเกาะกลางถนนเฉพาะแบบกำแพงกั้น (Barrier Median) เบื้องต้นจะใช้เส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) ช่วงบริเวณหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง กม. ที่ 4+100-50+000 ระยะทางประมาณ 50 กม.

โดยกำหนดความเร็วขั้นต่ำสำหรับช่องจราจรขวาสุดไว้ไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุชนท้ายกันในช่องทางที่รถวิ่งด้วยความเร็ว พร้อมทำการปักป้ายกำกับความเร็วตลอดแนวเส้นทางโดยวิศวกรของหน่วยงานที่รับผิดชอบ    เช่น ป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. ในเขตชุมชนหรือเขตโรงเรียน ป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ในบริเวณทางโค้ง ทางแยก หรือทางกลับรถ ป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. บริเวณทางตรงซึ่งสามารถทำความเร็วได้ แต่ต้องไม่เกินตามที่ป้ายกำหนด

รวมทั้งเพื่อความประสิทธิภาพในการดำเนินการ รมว.คมนาคม” ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการวิเคราะห์และสรุปรายละเอียด เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ที่ในขณะนี้มีเงินในกองทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อขอนำงบประมาณมาใช้ดำเนินการ เช่น ติดตั้งป้ายกำกับความเร็วข้างทาง สัญลักษณ์กำกับความเร็วบนพื้นถนน ติดตั้งระบบป้ายปรับเปลี่ยนข้อความ (VMS) รวมถึงจะมีการตีเส้นจราจรที่ตีขวางบนถนนเป็นแถบๆ (Rumble Strips) เพื่อแจ้งเตือนการเข้าเขตใช้ความเร็ว พร้อมทั้งติดตั้งแบริเออร์เพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ ให้ไปพิจารณากองทุนอื่นในต่างประเทศ เพื่อมาสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปสำรวจเส้นทางที่กำหนดให้ใช้ความเร็วในอัตราดังกล่าว เพื่อสร้างสะพานลอย ให้ประชาชนเดินข้าม รวมถึงรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซต์) และรถจักรยาน ในส่วนของรถยนต์ให้ใช้สะพานกลับรถ หรือกลับรถบริเวณสี่แยก โดยพิจารณาจากแนวทางการดำเนินการของต่างประเทศ ที่จะมีจุดกลับรถในทุกๆ 10 กม. เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ และผู้ใช้รถใช้ถนน พร้อมกันนี้ จะต้องไปบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องของป้ายจราจร และบทลงโทษตามกฎหมาย

ผมขอย้ำว่า ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรและขับขี่ด้วยความเร็วตามที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อม สังเกตป้ายเตือนความเร็วต่าง ๆ ที่ได้กำหนดความเร็วไว้ในช่องทางเดินรถ ที่เหมาะสมแต่ละช่องถนน จะช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนตลอดการเดินทางให้กับตัวเองและผู้อื่นได้อีกด้วย”  นายศักดิ์สยาม  ระบุปิดท้าย 

ถึงแม้ภาครัฐจะกำหนดให้สามารถใช้ความเร็วได้เพิ่มขึ้นก็ตาม  แต่สิ่งสำคัญสุดคือ “ความปลอดภัย” และ ขอให้ประชาชน ใช้รถใช้ถนนด้วยความไม่ประมาท..!!

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top