546.jpg
ธปท.กำชับแบงก์ช่วยลูกหนี้ด่วน เร่งรัดกระบวนการพิจารณาโดยเร็ว

ธปท.กำชับแบงก์ช่วยลูกหนี้ด่วน เร่งรัดกระบวนการพิจารณาโดยเร็ว

วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูมีความคืบหน้าและมีแนวโน้มดำเนินการได้ตามเป้าหมายร่วมของ ธปท.และสมาคมธนาคารไทยที่ 1 แสนล้านบาท ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยยอดสินเชื่อฟื้นฟูทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจน ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2564 ยอดรวมทั้งสิ้น 59,061 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้19,427 ราย คิดเป็นวงเงินเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อราย โดยสินเชื่อกระจายตัวได้ดีทั้งในแง่ของขนาด ประเภทธุรกิจและภูมิภาค โดย 46%กระจายไปยัง SMEs ขนาดเล็ก ที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท ขณะที่ 68% อยู่ในภาคพาณิชย์และบริการ และ 68% เป็นธุรกิจในต่างจังหวัด

ส่วนโครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” ข้อมูล ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2564 มีมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับโอน 941 ล้านบาท จากจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 11 ราย เนื่องจากเป็นโครงการใหม่ ทั้งสถาบันการเงินและลูกหนี้ยังไม่คุ้นเคยทำให้ต้องใช้เวลาในการเจรจาหาข้อสรุปในเงื่อนไขต่างๆ อาทิ ราคาตีโอน เงื่อนไขการเช่า ผู้ดูแลทรัพย์ และการซื้อคืน เป็นต้น ปัจจุบันมีลูกหนี้จำนวนหนึ่งที่สถาบันการเงินอนุมัติเบื้องต้นแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงในรายละเอียด ประกอบกับลูกหนี้ยังรอการออกกฎหมายยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมให้มีผลบังคับใช้ คาดว่าจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการจะทยอยเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ ธปท. เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ของโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ที่ได้ถูกออกแบบมาโดยมีการหารือกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการมาโดยตลอด ดังนั้น ต้องให้เวลาทั้งสองฝ่ายเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว


ที่ผ่านมา ธปท. รับทราบปัญหาในประเด็นต่างๆ ของลูกหนี้มาอย่างต่อเนื่อง และได้สื่อสารทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มในการขอสินเชื่อฟื้นฟู เพราะมีกลไกการค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในกรณีลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการพักทรัพย์ พักหนี้กังวลว่าจะถูกยึดทรัพย์เมื่อครบกำหนดสัญญานั้น ในทางปฏิบัติ ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องทำสัญญาเพื่อกำหนดเงื่อนไขต่างๆร่วมกัน และทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดย ธปท. ได้เข้าไปร่วมพิจารณาสัญญาให้เป็นธรรมโดยการกำหนดถ้อยคำในสัญญามาตรฐาน และให้สถาบันการเงินที่ขอเข้าร่วมโครงการส่งสัญญาตีโอนให้ ธปท. พิจารณาก่อนที่สถาบันการเงินจะเข้าร่วมโครงการนี้ได้

ทั้งนี้ธปท. ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และทำงานเชิงรุกร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และกับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ในการติดตามความคืบหน้าของมาตรการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งร่วมมือกับสมาคม สมาพันธ์ และชมรมต่างๆ ของภาคธุรกิจในการสร้างความเข้าใจ แก้ไขข้อจำกัด เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือต่างๆ ได้ “รวดเร็ว เพียงพอ และตรงจุด” นอกจากนี้ ธปท. ได้กำชับให้สถาบันการเงินเร่งรัดกระบวนการพิจารณา และหาข้อสรุปกับลูกหนี้โดยเร็ว รวมถึงสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานสาขาในการให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น

ขอให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนอยู่ รีบติดต่อสถาบันการเงินที่ใช้บริการเพื่อร่วมหาแนวทางความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับแต่ละราย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสถาบันการเงินโดยตรง หรือคอลเซ็นเตอร์ ธปท. โทร. 0-2283-6112

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top