วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ลดลงจาก 2.8% ใน
ไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตที่ซึมลงทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ขณะที่ตัวเลข GDP ปรับฤดูกาลลดลง 0.6% QoQ บ่งชี้ถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น
แรงกดดันสำคัญในไตรมาสนี้มาจาก การเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ, ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กระทบการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ รวมถึง ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ลุกลามจนต้องปิดด่านการค้า สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคเอกชนและการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าจะมีผล ขณะที่รายจ่ายรัฐและการลงทุนภาครัฐฯ รวมถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นปัจจัยกดดันหลัก
“จุดน่าสนใจในไตรมาสนี้ คือการเติบโตที่ไม่สอดคล้องกันระหว่าง ภาคการผลิตในประเทศที่หดตัว 1.6% YoY กับ การส่งออกที่โตแรงกว่า 10.8% YoY แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากการระบายสินค้าคงคลัง แต่ตัวเลขต่าง ๆ ยังสะท้อนว่าไทยแทบจะไม่ได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเลย เพราะส่วนใหญ่เป็นการทำหน้าที่ ประเทศทางผ่าน (Transshipment) ของสินค้าจากต่างประเทศ หากพิจารณาเป็นรายสินค้า โดยเจาะจงไปที่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ (Tariff-exempted) จะพบว่าไทยขาดดุลการค้าในหมวดนี้ ย้ำชัดว่าผลบวกจากการยกเว้นภาษีไม่ได้ตกถึงเศรษฐกิจไทยแม้แต่น้อย” นายเมธัส กล่าว
สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2568 TISCO ESU ประเมินว่า GDP ไทยจะขยายตัวใกล้เคียง 2.0% หากไตรมาสสุดท้ายขยายตัวได้ 0.7% ตามที่ประเมินไว้ โดยรวมผลบวกจากมาตรการรัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ เที่ยวดีมีคืน แล้ว ส่วนปี 2569 คาด GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ตามประมาณการเดิม จากแรงกดดันสงครามการค้าและความเสี่ยงปิดด่านชายแดน ที่หากยืดเยื้อต่อไปจะส่งผลกระทบเข้ามาเต็มปี
ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังเผชิญการแข่งขันสูง แม้ระยะสั้นจีนจะจำกัดการเดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยดึงนักท่องเที่ยวบางส่วนมายังไทย แต่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซียก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พร้อมได้เปรียบด้านค่าเงิน โดยเฉพาะเวียดนามที่ค่าเงินดองอ่อนลงมาก ทำให้ไทยอาจไม่สามารถพึ่งท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลักได้อีก หากไม่มีการยกเครื่องครั้งใหญ่
ปัจจัยบวกปีหน้าอาจเหลือเพียงเม็ดเงินลงทุนจากมาตรการ Fast-pass หากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI)ได้ตามเป้า นอกเหนือจากการบริโภคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้ชะลอตัวลงจากปีนี้บ้างก็ตาม
ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณและการจัดทำงบรายจ่ายประจำปี ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วให้ฟื้นตัวลำบากมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีฐาน TISCO ESU คาดว่า หากรัฐบาลคุณอนุทินยุบสภาตาม MoA กับพรรคประชาชนภายใน 31 มกราคม 2569 กระบวนการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่น่าจะล่าช้าจนส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบปี 2570
สำหรับนโยบายการเงินTISCO ESU มองว่า ขณะนี้ภาวะการเงินในประเทศยังตึงตัวเกินจำเป็น ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและยังจะชะลอลงอีกในปีหน้า ประกอบกับเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่อง แม้จะเกิดจากปัจจัยอุปทาน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานก็โตต่ำกว่า 1.0% สะท้อนภาวะฝืดเคือง จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% เหลือ 1.25% ในการประชุมวันที่ 17 ธันวาคม 2568 และอาจลดต่อเนื่องเหลือ 1.00% ในรอบแรกปี 2569 (กุมภาพันธ์) ซึ่งน่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี