วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากประเด็นที่รัฐบาลมีแผนปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต (VAT) นั้น ทาง ส.อ.ท.มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐดังนี้ 1. รัฐควรปรับโครงสร้างรายจ่ายงบประมาณใหม่ มีการชี้แจงถึงความจำเป็นในปรับอัตราภาษี VAT อย่างโปร่งใสให้แก่ประชาชนและมีการปฏิรูประบบงบประมาณเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและนำงบประมาณไปสนับสนุนการพัฒนาประเทศเป็นหลัก รวมทั้ง มีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและ SMEs 2. การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ประกาศล่วงหน้า เช่น ขึ้น 1% ก่อนแล้วหาจังหวะในอนาคตขึ้นทีละ 1% 3. ควรพิจารณาภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาของแผนปรับขึ้นอัตราภาษี VAT หากสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว หรือตัวเลข GDP ขยายตัวต่ำ ก็ควรชะลอแผนการปรับขึ้น VAT ออกไปก่อน 4. ควรพิจารณาแนวทางการขยายฐานภาษีให้เพิ่มมากขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจให้สถานประกอบการเข้ามาอยู่ในระบบภาษี ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐในระยะยาว
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยได้ถูกนำมาใช้แทนภาษีการค้าตั้งแต่ปี 2535 โดยมีลักษณะที่สำคัญ คือ รัฐบาลจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐานการบริโภคสินค้าในอัตราเดียวซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 10% แต่ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นได้พยายามแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงที่ต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจโดยมีการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือ 7% และมีกำหนดเวลาที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในภายหลัง แต่ในปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มก็ยังไม่ได้ถูกปรับขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งแต่ละปี ภาครัฐจะออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจริง 7% เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ ที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทย ให้ความไปในทิศทางเดียวกันว่ารัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในช่วงนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังอ่อนแอและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเสนอให้รัฐบาลควรหาทางแก้ปัญหาด้วยการอุดช่องโหว่การรั่วไหลของงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายแทน ขณะที่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่พร้อมรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้เหตุผลของหอการค้าไทย คือ 1.กำลังซื้อที่อ่อนแอ การขึ้น VAT จะส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และอาจทำให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจยิ่งอ่อนแอลงไปอีก 2. ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย อาจได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลง 3. รัฐบาลควรเน้นการแก้ไขปัญหาการทุจริตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้คลังได้ถึง 2-3 แสนล้านบาทต่อปี 4. มีการเสนอให้พิจารณาการปรับขึ้นอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือการขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนาดเล็กมากขึ้น
ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับขึ้น VAT
นอกจากนี้หอการค้า เสนอว่า 1. การปรับขึ้น VAT ควรทำในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างแท้จริงเท่านั้น 2. หากต้องปรับขึ้น VAT ควรเป็นการปรับขึ้นแบบทยอย 3. รัฐบาลควรสื่อสารแผนการขึ้น VAT ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้เตรียมตัว 4. รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย 5. ควรมีการชี้แจงวัตถุประสงค์และแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำไปใช้ให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์และสนับสนุน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี