วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากกรณีการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ด้วยการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบจากเดิมขึ้นเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ทั้งผู้ประกันตนและนายจ้าง ต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน โดยยังคงอัตราการจัดเก็บที่ 5% ของค่าจ้างเช่นเดิม และใช้แนวทางการปรับแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เพื่อลดแรงกระแทกและเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ ซึ่งการปรับเพิ่มเงินดังกล่าวแน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้น ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
ทั้งนี้เนื่องจากการปรับเพิ่มเงินสมทบดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มต้นทุนหรือภาระให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้ประกันตน ในสภาวะที่สภาพเศรษฐกิจยังคงฝืดเคืองอยู่ และยังไม่คล่องตัว ในขณะที่กำลังซื้อก็ยังไม่สู้จะดีเท่าใดนัก ดังนั้นคำถามก็คือ การดำเนินการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในช่วงเวลานี้ น่าจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมหรือไม่
โดยต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขาดย่อม (SMEs) ซึ่งจะสังเกตได้จากการปรับขึ้นเงินเดือน หรือการจ่ายโบนัส หากเป็น SMEs หรือบริษัททั่วไป จะดำเนินการค่อนข้างลำบาก หรือเรียกว่าทำได้น้อยมาก หากไม่ใช่บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือบริษัทข้ามชาติที่ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง กำไรมาก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง
“กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในอนาคตมีแต่แนวโน้มจะลดลง เพราะการแช่งขันไม่สามารถสู้ได้กับสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทย ยิ่งภาระจากเรื่องดังกล่าวมากขึ้นก็จะยิ่งไปสนับสนุนแนวคิดเรื่องการลดการจ้างงาน หรือเรียกว่าทำให้ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดที่จะเลิกจ้างตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะภาระที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงอาจเลือกที่จะลดการจ้างงานไปเสียเลย เรียกว่าเป็นการย้อนศรกลับมา จากเดิมที่กำลังตัดสินใจจะลดต้นทุน ลดกำลังการผลิต พอมีเรื่องดังกล่าวเข้ามาก็สามารถตัดสินใจได้ไม่ยาก ทำให้มีผู้ตกงานมากขึ้น“นายเกรียงไกร กล่าว
ส่วนการปรับลดราคาน้ำมัน ทั้งเบนซินและดีเซล ในประเทศลง 50 สตางค์ต่อลิตรล่าสุด ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ลดลง อีกทั้งยังเชื่อว่าราคาพลังงานในระยะข้างหน้า อาจจะส่งผลทำให้ค่าไฟมีแนวโน้มที่ลดลงได้ อย่างไรก็ดีในการลดลงของราคาพลังงานยังส่งผลทำให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นได้ จากการช่วยลดต้นทุน และลดภาระให้กับผู้ประกอบการได้ส่วนหนึ่ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี