‘สนค.’แนะ‘กาแฟไทย’ปรับกลยุทธ์ชิงโอกาสในตลาดโลก ขยับสู่ศูนย์กลางแห่งอาเซียน

‘สนค.’แนะ‘กาแฟไทย’ปรับกลยุทธ์ชิงโอกาสในตลาดโลก ขยับสู่ศูนย์กลางแห่งอาเซียน

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.33 น.

 ‘สนค.’แนะ‘กาแฟไทย’ปรับกลยุทธ์ชิงโอกาสในตลาดโลก ขยับสู่ศูนย์กลางแห่งอาเซียน

18 กุมภาพันธ์ 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้ากาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมบริโภคทั่วโลก มีบทบาทเกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน นอกจากนี้ กาแฟกลายเป็นไลฟ์สไตล์และสัญลักษณ์ในการเข้าสังคมของคนบางกลุ่ม


ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่า  ปีการผลิต 2568/2569 โลกมีผลผลิตกาแฟ 174.4 ล้านกระสอบ (60 กิโลกรัม/กระสอบ) (หรือประมาณ 10.5 ล้านตัน) ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ (1) บราซิล (64.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 37% ของผลผลิตกาแฟโลก) ผลิตกาแฟอาราบิก้า อันดับ 1 ของโลก (2) เวียดนาม (29 ล้านกระสอบ สัดส่วน 17%) ผลิตกาแฟโรบัสตา อันดับ 1 ของโลก (3) โคลอมเบีย (13.2 ล้านกระสอบ สัดส่วน 8%) (4) อินโดนีเซีย (10.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%) และ (5) เอธิโอเปีย (10.6 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%) สำหรับไทย (0.9 ล้านกระสอบ สัดส่วน 0.5%) มีผลผลิตมากเป็นอันดับที่ 18 ของโลก

นอกจากนี้ USDA  ยังรายงานว่า คนทั่วโลกบริโภคกาแฟมากถึง 10.0 ล้านตัน ขยายตัว 1.6% จากปีก่อนหน้า โดยสหภาพยุโรปมีการบริโภคสูงสุด รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ (ไทยบริโภคกาแฟเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และคาดว่าปี 2568/69 จะมีความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อนหน้า)

การค้ากาแฟของโลก ในปี 2567 โลกส่งออกเมล็ดกาแฟ  (พิกัดศุลกากร 0901) เป็นปริมาณ 9.3 ล้านตัน เป็นมูลค่า 51,544.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.7% ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) บราซิล (สัดส่วน 22.1% ของมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟของโลก) (2) เวียดนาม (8.1%) (3) สวิตเซอร์แลนด์ (7.7%) (4) เยอรมนี (7.4%) และ (5) โคลอมเบีย (6.9%) และส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟ  (พิกัดศุลกากร 210111 และ 210112) เป็นปริมาณ 1.3 ล้านตัน เป็นมูลค่า 10,836.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว  15.3% ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) เยอรมนี (สัดส่วน 10.1% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟของโลก) (2) บราซิล (8.9%) (3) เวียดนาม (8.7%) (4) สเปน (6.3%) และ (5) อินโดนีเซีย (6.0%) ตามลำดับ

การค้ากาแฟของไทยไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิสินค้ากาแฟ (พิกัดศุลกากร 0901 210111 และ 210112) ในปี 2568 ทั้งการนำเข้าและส่งออกขยายตัว โดยไทยนำเข้าเป็นมูลค่า 703.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัว 58.92% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการนำเข้า 442.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 23,296.9 ล้านบาท แหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สปป.ลาว อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น และส่งออกเป็นมูลค่า 169.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัว 10.19% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการส่งออก 154.0 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 5,571.3 ล้านบาท ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ออสเตรเลีย เมียนมา และฟิลิปปินส์

สมาคมกาแฟไทยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตกาแฟในอดีต มาสู่การเป็นผู้แปรรูปและส่งออกในปัจจุบัน และยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปและส่งออกสำคัญของอาเซียน (Hub of ASEAN) โดยนอกจากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพภายในประเทศแล้ว จะต้องปลดล็อกทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีรสชาติแปลกใหม่ สินค้ามีคุณภาพและราคาแข่งขันได้          ในตลาดโลก

ผอ.สนค. กล่าวเสริมว่า ในภาพรวมการค้าสินค้ากาแฟ เป็นโอกาสของไทยในการปรับกลยุทธ์ทางการค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และมาเลเซีย ที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเป็นหลัก แต่เป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับต้น ๆ ของโลกได้ โดยมีบทบาทเป็นผู้แปรรูปและส่งออกกาแฟคั่วรวมทั้งผลิตภัณฑ์กาแฟ จึงเห็นว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จำเป็นจะต้องดำเนินการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมและการค้ากาแฟของไทยเติบโตและแข่งขันได้ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้ (1) การลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย (2) รักษาสมดุลตลาดให้เกษตรกรไทยอยู่ได้ และคุ้มครองราคากาแฟของเกษตรกรไทยไม่ให้ถูกกดดันจากกาแฟนำเข้า

(3) ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและการแปรรูป เน้นกาแฟคุณภาพ และสนับสนุนการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูปที่ทันสมัย (การคั่ว การบด การบรรจุ และการผลิตกาแฟสำเร็จรูป) รวมทั้งพิจารณาจัดตั้งศูนย์กลางการแปรรูปและกระจายกาแฟในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ และ (4) ส่งเสริมการค้าที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เช่น การผลิตกาแฟแบบลดคาร์บอน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมกลไกตลาดที่ทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรม เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การรับรองการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นต้น

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top