วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ORกางแผนปี69 ขยายบทบาทสู่แพลตฟอร์มเชื่อมโยงชีวิต ลุยเปิด Budget Hotel ในปั๊ม
18 กุมภาพันธ์ 2569 มล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ OR สะท้อนความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยสามารถรักษาเสถียรภาพของธุรกิจควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering All toward Inclusive Growth” โดย OR ได้ใช้ความท้าทายเป็นโอกาสในการทบทวนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปี 2568 OR มีรายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9.0% จากปีก่อนหน้า มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิจำนวน 11,304 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,654 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47.8% จากปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปี 2569 ของ OR คือการยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) ที่มีผู้ใช้เข้ามาใช้บริการกว่า 3.9 ล้านราย/วัน ในการเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับการดำเนินชีวิตผู้คน โดยในมิติ Mobility OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ
ทั้งนี้ มีกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีบริการจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคนต่อวันเป็น 5 ล้านคนต่อวันในปี 2030
อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน OR Ecosystem คือการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดย OR ใช้แอปพลิเคชัน blueplus+ (บลูพลัส) เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Physical Platform และ Digital Ecosystem ของ OR เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ตั้งแต่การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การนำเสนอสิทธิประโยชน์และบริการที่ตรงความต้องการ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบัน blueplus+ มีสมาชิกกว่า 9.3 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านราย ในปี 2030 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา OR ยังคงอยู่เคียงข้างสังคมในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อุทกภัยในภาคเหนือและภาคใต้ โดยได้ส่งความช่วยเหลือไปในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภารกิจการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ OR ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่น
“ก้าวต่อไปของ OR จะยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ในทุกมิติ เพื่อการพัฒนา OR Ecosystem อย่างมีประสิทธิภาพ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างการเติบโตที่มั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว” มล.ปีกทอง กล่าว
มล.ปีกทอง กล่าวว่า OR เตรียมดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน OR โดยบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) หรือบริษัทในเครือ โดย Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน
เบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างโรงแรม 6 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี อยุธยา และกาญจนบุรี โดยมีจำนวนห้อง 70-80 ห้อง ราคาเข้าพักประมาณกว่า 800 -1,000 บาทต่อคืน คาดใช้เงินลงทุน 700 ล้านบาท โดย OR จะลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องประมาณ 346 ล้านบาท อย่างไรก็ตามประมาณปี 2570 ทางOR จะประเมินผลโรงแรมทั้ง 6 แห่งว่าจะเดินหน้าขยายเพิ่มต่อไปทั่วประเทศหรือไม่ต่อไป ซึ่งปัจจุบัน OR มีปั๊มทั้งสิ้น 2,768 แห่ง , มีสถานีEV 1,349 แห่ง ,มีร้านคาเฟ่อเมซอน 5,036 แห่ง และมีร้านจิฟฟี่รวมกับร้าน 7-11 รวม 2,468 แห่ง
มล. ปีกทอง กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจในประเทศกัมพูชา ปัจจุบันยังประคองธุระให้เดินต่อไปได้ แต่ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาว่าจะเดินต่อไปทางไหน ซึ่งแนวทางต่อจากนี้จะต้องลดต้นทุนลงก่อน หากไม่ได้ผลอาจต้องหาวิธีออกจากการลงทุนในกัมพูชาแบบเจ็บตัวน้อยที่สุดต่อไป
สำหรับแผนการลงทุน 5 ปี (2026-2030) ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2026 จะลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะลงทุนในกลุ่ม Mobility ( พีทีทีสเตชั่น , อีวีสเตชั่น, โครงสร้างพื้นฐาน) จำนวน 1.03 หมื่นล้านบาท กลุ่ม Lifestyle (Cafe Amazon, OASYS , ควบรวมกิจการ, การร่วมลงทุน) จำนวน 4.3 พันล้านบาท กลุ่ม Global (ลงทุนในต่างประทศ) จำนวน 1.4 พันล้านบาท กลุ่ม Innovation & New Business จำนวน 2.7 พันล้านบาท
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี