วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า นโยบาย “America First Trade Policy” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนทิศทางการค้าโลก และเร่งให้หลายประเทศปรับยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน โดยมาตรการภาษีที่เริ่มจากจีนได้ขยายไปหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรม ทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่รุนแรงมาก เนื่องจากมาตรการมีผลล่าช้า (เริ่มเดือนสิหาคม 2568) และประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ตอบโต้ทางภาษี ขณะที่การส่งออกจีนไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 20% ในปี 2568 ที่ผ่านมา แต่จีนยังเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเร่งส่งออกไปอาเซียน สหภาพยุโรป (EU) และแอฟริกา โดยสหรัฐฯใช้มาตรการภาษีรายสินค้า เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อดึงฐานการผลิตกลับประเทศ แม้เริ่มเห็นการลงทุนเพิ่ม แต่การจ้างงานภาคการผลิตโดยรวมยังหดตัว มีเพียงบางอุตสาหกรรม เช่น โลหะแปรรูป ที่ขยายตัว
สำหรับปี 2569 แนวโน้มความขัดแย้งทางการค้ายังไม่น่าผ่อนคลาย เนื่องจากสหรัฐฯภายใต้แนวคิด “America First” ต้องการรักษาความเป็นผู้นำในทุกมิติ โดยเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต ได้แก่ การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนเมษายน, คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่, การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA) ในเดือนกรกฎาคม, การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน-สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ไทยต้องจับตาความเสี่ยงการแข่งขันกับอินเดีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดสหรัฐฯ และ EU เนื่องจากไทยยังไม่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ EU ทำให้เสียเปรียบเชิงภาษี โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจา FTA กับทั้งสหรัฐฯ และ EU โดยเร็ว ทั้งนี้อินเดียสามารถบรรลุข้อตกลงกับ EU (India-EU FTA) ภายในไม่กี่เดือนหลังจากมีการเจรจามายาวนาน 20 ปี และยังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯด้วย ซึ่งทำให้อินเดียได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย America First Trade Policy
นอกจาก Reciprocal Tariff หรือภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไทยยังเผชิญค่าเงินบาทที่ปัจจุบันแข็งเกินไป โดยหากเงินบาทแข็งขึ้น 10% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอ่อนลง 5% จะยิ่งทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันมากขึ้น และยังขอเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ หรือทุนเทา เพื่อเพิ่มความโปร่งใสทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามหากเทรนด์ AI ยังเติบโต การส่งออกไทยยังมีโอกาสไปต่อ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับคาดการณ์ส่งออกปี 2569 จากเดิมติดลบ 2% เป็นขยายตัว 1.5% หลังประเมินว่ามาตรการภาษีสหรัฐฯ กระทบจำกัด เว้นแต่จะมีการใช้มาตรา 232 กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม
ในขณะเดียวกันได้ปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปี 2569 เพิ่มเป็น 1.9% จากเดิม 1.6% จากแรงหนุนส่งออกที่ดีขึ้น นโยบายรัฐมีความต่อเนื่อง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไหลเข้า โดยหากรัฐบาลอยู่ครบวาระจะช่วยเสริมความเชื่อมั่น แต่หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจต้องทบทวนประมาณการอีกครั้ง ส่วน GDP ไตรมาส 1/2569 คาดว่ามีโอกาสกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย หลังการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวได้
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% เนื่องจาก กนง.อาจจะรอดูทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อน เพื่อตัดสินใจ แต่ยังมีโอกาสปรับลดในช่วงกลางปี โดยทั้งปี 2569 ประเมินว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง อีก 0.25%
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี