วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
3ฉากพิษสงคราม กดGDPดิ่ง-ศก.พัง4แสนล้าน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลาง อาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบในตลาดโลก 20% หรือราววันละ 20 ล้านบาร์เรล หากการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก จะส่งผลต่อราคาพลังงานโลกทันที และกระทบต่อไทย ซึ่งศูนย์ฯได้จัดทำแบบจำลองผลกระทบเศรษฐกิจเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario)
1.ความขัดแย้งระยะสั้น 1 เดือน คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล ความขัดแย้งจำกัดวง และคลี่คลายได้เร็ว (โอกาสเกิด 45%) ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท , มูลค่าส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35% โดยฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 17,286 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 9,265 ล้านบาท รัฐบาลต้องแบกรับ 26,551 ล้านบาท
2.สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน (โอกาสเกิด 45%) ต้นทุนพลังงาน เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท , มูลค่าส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท กระทบ GDP ลดลง 1.07% กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 44,736 ล้านบาท รัฐบาลต้องแบกรับ 72,530 ล้านบาท
3.สงครามขยายวงกว้าง 6 เดือน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล (โอกาสเกิด 10%) ต้นทุนพลังงาน เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31% ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 96,186 ล้านบาท รัฐบาลต้องแบกรับ 151,774 ล้านบาท
“ความเป็นไปได้มากสุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งกินเวลา 2 เดือน มีโอกาสจะกระทบต่อ GDP ปีนี้ให้หายไปราว 1% คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น อาจจะเหลือโตน้อยกว่า 1% และในกรณีที่ยืดเยื้อและบานปลาย ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัว” นายธนวรรธน์ กล่าว
ทั้งนี้ เสนอมาตรการบริหารราคาพลังงานทั้งระบบ ดังนี้
1.ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯรายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้
2.เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง
3.กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาท/ลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร
4.ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จากเดิม 3-5 บาท/ลิตร จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง
5.มาตรการประหยัดพลังงาน หากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้
“เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ภาษีสรรพสามิตเข้ามาเป็นเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันแทน เพราะไม่เช่นนั้นกองทุนน้ำมันฯจะมีภาระหนี้ในระดับที่สูงมาก และอยากฝากว่าราคาพลังงานที่รัฐบาลดูแลอยู่ส่วนใหญ่คือภาคประชาชน ซึ่งในภาคผู้ประกอบการก็ต้องการได้ราคาน้ำมันที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นหากต้นทุนสูงขึ้น ก็หลีกเลี่ยงยากที่จะไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า” นายธนวรรธน์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี