พาณิชย์เผยปี 68 ใช้สิทธิฯ FTA ทะลุ 2.8 ล้านล้านบาท อาเซียนครองแชมป์ใช้สิทธิฯสูงสุด

พาณิชย์เผยปี 68 ใช้สิทธิฯ FTA ทะลุ 2.8 ล้านล้านบาท อาเซียนครองแชมป์ใช้สิทธิฯสูงสุด

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ รายงานว่า ปี 2568 ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ FTA รวม 90,247.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.36% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ 82.26% โดยเขตการค้าเสรีอาเซียนยังคงเป็นกรอบความตกลงที่มีการใช้สิทธิสูงสุดตลอดปี สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการใช้ FTA เป็นเครื่องมือรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน และฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ตลอดทั้งปี 2568 รวม 90,247.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 8.36% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 82.26% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 33,156.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 72.45% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 25,131.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 96.11% อันดับสาม  ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 9,855.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 72.93% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,859.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 83.62% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,613.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 56.42%


สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของ (2) ทุเรียนสด (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) และ (5) เนื้อไก่ปรุงแต่ง เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียน (2) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (3) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง
(4) ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) (5) น้ำตาลที่ได้จากอ้อย มูลค่ารวม 24,606.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็นสัดส่วน 27.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของ (2) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (3) แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) (4) เครื่องจักรอัตโนมัติ (5) เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 65,640.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด

ทุเรียนสดยังคงเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูงสุดในการส่งออกไปประเทศจีน ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) ปี 2568 โดยมีมูลค่ากว่า 4,264.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของการใช้สิทธิฯ อย่างโดดเด่น ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) จากปัจจัยด้านราคาของแร่มีค่าและความต้องการของตลาดอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ และแพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูปหรือเป็นผง ซึ่งมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูงถึงร้อยละ 162,893.21 และร้อยละ 395.4 ตามลำดับ ขณะเดียวกัน ยังมีสินค้าดาวรุ่งที่มีศักยภาพ เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องจักรกล ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงสินค้าอาหารแปรรูป เช่น ไก่แปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง ที่มีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของตลาดโลก ซึ่งสะท้อนว่ายังมีสินค้าศักยภาพอีกจำนวนมากที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA เพื่อขยายตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตและไทยมี FTA รองรับอยู่แล้ว เช่น อินเดีย รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูการค้าสำคัญระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคแล้ว ไทยยังมีความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน และไทย–ศรีลังกา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยภูฏานเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
เกษตร อาหาร สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับศรีลังกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลและการกระจายสินค้าไปยังซีกโลกตะวันตก ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองประเทศจึงมีศักยภาพในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างภูมิภาค สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการเสริมสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและเชื่อมโยงการค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลก โดยสินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก FTA ไทย–ศรีลังกา ได้แก่ ยานยนต์ สิ่งทอ อัญมณี โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และเม็ดพลาสติก เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอความพร้อมในการบังคับใช้ความตกลงจากฝ่ายศรีลังกา โดยกรมฯ เห็นว่า ความตกลงการค้าเสรีเหล่านี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ และเสริมความเชื่อมโยงของไทยกับเศรษฐกิจโลก

“กรมฯ ยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั่วประเทศ ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิฯ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,200 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ และในวันที่ 8 เมษายน 2569 กรมฯ จะจัดสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ ‘FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย’ เพื่อเปิดเวทีเสวนาและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดธุรกิจด้วย FTA” นางอารดากล่าวสรุป

 

-031

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top