วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคม 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน โดยศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีมติให้มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) เป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (The Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% กับทุกประเทศ ส่งผลให้อัตราภาษีของไทยปรับลดลงเป็นระยะเวลา 150 วัน ซึ่งช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกในระยะสั้น
ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มขยายตัว โดยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการลงทุน 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 15% (YoY) ช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจ้างงาน และสนับสนุนกิจกรรมการผลิตในประเทศ
ในส่วนของมาตรการภาครัฐ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของสถาบันการเงิน สนับสนุนการขยายสินเชื่อ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs
อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม ได้แก่ กำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักรกลการเกษตร และเครื่องดื่ม
สำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในเดือนมกราคม 2569 ขยายตัว 29.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น 29.5% ในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (22.12%) เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (53.69%) และเคมีภัณฑ์ (5.15%) ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงด้านการสวมสิทธิ์สินค้า
ส่วนสถานการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในภาพรวม
ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.9 ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และขนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค นอกจากนี้การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศจากการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาทิ มาตรา 201 มาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 338 ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อการค้าโลก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกันความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และบรรยากาศการค้าในตลาดโลกในระยะต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี