กางแผนยกระดับ‘SME’ เปิดตลาด-ปลดล็อก-ทรานส์ฟอร์ม

กางแผนยกระดับ‘SME’ เปิดตลาด-ปลดล็อก-ทรานส์ฟอร์ม

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา “FTI Reinvent Thailand: พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ว่า SME คือเสาหลักที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งการจะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามความเปราะบางสู่ความยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องอาศัย “ความร่วมมือเชิงระบบ” ระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน

ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้ SME เข้าถึงโอกาสใน 3 ด้านหลัก คือ ตลาด แหล่งเงินทุน และการปรับตัวสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เพราะการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจครั้งใหญ่ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันจริงระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสู่มาตรการที่ทำได้จริงและเกิดผลในทางปฏิบัติ ดังนี้


ด้านแรกคือการ “เปิดตลาด” รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มแต้มต่อให้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand) ผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้รายเล็กแข่งขันได้จริงในระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ปัจจุบันภาครัฐได้ผลักดันมาตรการให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการไทยในระดับหนึ่งแล้ว และกำลังเดินหน้าต่อในรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเป็นแรงหนุนต่อภาคการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือต้องมีความร่วมมือจาก ส.อ.ท.และสมาคมต่างๆในการช่วย “คัดกรอง”ผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ เพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ หรือการอ้างตัวเป็น SME ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการตัวจริง

นอกจากตลาดภาครัฐแล้ว รัฐบาลต้องการขยายแนวคิดนี้ไปสู่ตลาดของภาคเอกชนรายใหญ่ด้วย โดยจะออกแบบแรงจูงใจเพิ่มเติม เช่น มาตรการภาษี หรือสิทธิประโยชน์บางอย่าง เพื่อจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มากขึ้น เพราะในโลกธุรกิจใหม่ ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องเติบโตไปพร้อมกับผู้เล่นรายใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ

ด้านที่สอง คือ การปลดล็อก “ทุน” ปัญหาสำคัญของ SME ไทยคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยังจำกัด เนื่องจากสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบใหม่ โดยใช้แนวทาง Supply Chain Financing ที่อาศัยความน่าเชื่อถือของบริษัทแม่หรือคู่ค้ารายใหญ่ เป็นฐานในการขยายสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการรายเล็ก พร้อมกันนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และภาคธนาคาร เพื่อออกแบบกลไกค้ำประกันและลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบได้จริง โดยผลักดันให้ข้อมูลทางธุรกิจ การค้า และภาษีของ SME เข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง เพื่อลดปัญหาข้อมูลไม่ถูกต้องและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ SME มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น

ด้านที่สาม คือการเร่ง “ทรานส์ฟอร์ม” ภาคอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยมองว่าไทยยังมีโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการลงทุนและความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในสาขาเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์ และอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ

อย่างไรก็ตามการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้ รัฐบาลจึงมีแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทขนาดใหญ่สนับสนุนรายเล็ก ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุน เช่น กองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจและการยกระดับเทคโนโลยี แต่มาตรการสนับสนุนบางส่วนยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการเข้าถึงของผู้ประกอบการรายเล็กที่ขาดเงินทุนตั้งต้น อีกทั้งมาตรการจำนวนมากยังอยู่ในลักษณะการสนับสนุนภายหลังโครงการแล้วเสร็จ ทำให้ SME ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ดังนั้นจำเป็นต้องปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ภาคธนาคารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

โดยพร้อมกันนี้รัฐบาลเตรียมบูรณาการเครื่องมือสนับสนุนทั้งหมด ทั้งด้านตลาด เงินทุน ภาษี การค้ำประกันสินเชื่อ และการส่งเสริมการลงทุน ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ผ่าน “ช่องทางเดียว” เพื่อลดความซ้ำซ้อนและต้นทุนในการติดต่อหลายหน่วยงาน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top